เทศกาลฉงหยาง 2026 วันไหน? 重阳节 ความหมาย ประเพณี และวันผู้สูงอายุจีน

 

 

 

เมื่อเลข 9 สองตัวมาบรรจบ เปิดประตูสู่เทศกาลที่ซ่อนอยู่ในเทศกาลกินเจ

สรุปเทศกาลฉงหยาง

เทศกาลฉงหยาง หรือ Double Ninth Festival คือเทศกาลจีนที่ตรงกับวันที่ 9 เดือน 9 ตามปฏิทินจันทรคติจีน ชื่อ 重阳节zhòng yáng jiéChóngyáng Jié หมายถึง “หยางซ้อนหยาง” เพราะเลข 9 ถือเป็นเลขหยาง ประเพณีสำคัญคือ 登高dēng gāodēnggāo ปีนที่สูง, กิน 重阳糕zhòng yáng gāochóngyáng gāo, ชมดอกเบญจมาศ, ดื่มชา/เหล้าเก๊กฮวย และแสดงความเคารพต่อผู้สูงอายุ

สำหรับคนไทยเชื้อสายจีน จุดที่น่าสนใจคือบางปีช่วงฉงหยางอาจใกล้หรือทับกับช่วงท้ายเทศกาลกินเจ แต่สองเทศกาลนี้ไม่ใช่เทศกาลเดียวกัน เพียงมีจังหวะปฏิทินจีนที่เกี่ยวข้องกับเดือน 9 เหมือนกันในบางปี

เทศกาลฉงหยางปี 2026 ตรงกับวันไหน?

เทศกาลฉงหยางยึดวันที่ 9 เดือน 9 ตามปฏิทินจันทรคติจีน วันที่ในปฏิทินสากลจึงเปลี่ยนทุกปี โดยช่วงปีใกล้ปัจจุบันมีดังนี้

ปีวันที่ตามสากลวันตามจันทรคติจีน
202529 ตุลาคม 20259 เดือน 9
202618 ตุลาคม 20269 เดือน 9
20278 ตุลาคม 20279 เดือน 9

ฉงหยางไม่ใช่เทศกาลกินเจ แต่บางปีวันตรงกัน

เทศกาลกินเจเกี่ยวข้องกับการถือศีล กินผัก และความเชื่อเรื่องกิ่วอ๋องไต่เต่ ส่วนเทศกาลฉงหยางเน้นเลข 9 ซ้อนกัน การปีนที่สูง ดอกเบญจมาศ และการเคารพผู้สูงอายุ สองเทศกาลนี้จึงไม่ใช่เทศกาลเดียวกัน เพียงแต่ตามปฏิทินจีน วันสุดท้ายหรือช่วงท้ายของกินเจในบางปีอาจตรงกับวันฉงหยาง ทำให้คนไทยเชื้อสายจีนบางกลุ่มรับรู้สองเทศกาลนี้อยู่ใกล้กัน

ในทุกๆ ปี เมื่อถึงเดือน 9 ตามปฏิทินจันทรคติ ผู้คนในประเทศไทยจำนวนมาก โดยเฉพาะผู้มีเชื้อสายจีน จะพร้อมใจกันนุ่งขาวห่มขาวและงดเว้นการบริโภคเนื้อสัตว์ใน “เทศกาลกินเจ” หรือ “กิ้วอ๋องเจ” (九皇胜会jiǔ huáng shèng huì) เป็นเวลา 9 วัน 9 คืน แต่หลายคนอาจไม่เคยตระหนักว่า เนื่องจากเทศกาลกินเจจัดขึ้นในวันที่ 1-9 ของเดือน 9 วันสุดท้ายของเทศกาลจึงตรงกับวันฉงหยางเสมอ ซึ่งเป็นเทศกาลสำคัญอีกเทศกาลหนึ่งของวัฒนธรรมจีนที่ถือกำเนิดขึ้นอย่างเงียบๆ นั่นคือ เทศกาลฉงหยาง (Chóngyáng Jié)

เทศกาลฉงหยาง หรือที่รู้จักกันในชื่อ “เทศกาลสองเก้า” (Double Ninth Festival), “เทศกาลเติงเกา” (dēnggāo jié) หรือเทศกาลปีนที่สูง และ “เทศกาลดอกเบญจมาศ” (júhuājié ) คือวันแห่งการเฉลิมฉลองที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 2,000 ปี เป็นวันที่เต็มไปด้วยปรัชญาความเชื่อ ตำนานวีรบุรุษ และประเพณีอันงดงามที่เชื่อมโยงมนุษย์เข้ากับธรรมชาติและครอบครัวอย่างลึกซึ้ง บทความนี้จะพาทุกท่านเดินทางย้อนเวลาไปสำรวจความหมายที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังตัวเลข 9 สองตัวที่มาบรรจบกัน ถอดรหัสว่าเหตุใดวันที่เคยถูกมองว่าต้องปัดเป่าโพยภัยจึงแปรเปลี่ยนมาเป็นวันแห่งการเฉลิมฉลองอายุอันยืนยาวและความกตัญญูต่อผู้สูงวัย พร้อมทั้งทำความเข้าใจประเพณีหลักที่สืบทอดกันมาจนถึงปัจจุบัน

ภาพประเพณีเทศกาลฉงหยาง 重阳节zhòng yáng jié

รากฐานแห่งความเชื่อ: พลังแห่ง “หยาง” และความหมายมงคลของเลข 9

หัวใจสำคัญที่ทำให้วันที่ 9 เดือน 9 มีความพิเศษสุดในวัฒนธรรมจีนนั้นหยั่งรากลึกอยู่ในหลักปรัชญาโบราณและศาสตร์แห่งตัวเลข ชื่อของเทศกาล “ฉงหยาง” (Chóngyáng) สามารถถอดรหัสความหมายได้อย่างตรงไปตรงมา โดยอักษร zhòng (chóng) แปลว่า “ซ้ำ” หรือ “ซ้อน” ส่วนอักษร yáng (yáng) หมายถึง “หยาง” พลังขั้วบวกในหลักปรัชญาหยิน-หยาง ดังนั้น “ฉงหยาง” จึงหมายถึง “หยางที่ซ้อนกัน” หรือ “Double Yang”

ความหมายนี้มีที่มาจากคัมภีร์โบราณอย่าง “อี้จิง” (Yì Jīng) หรือ The Book of Changes ซึ่งเป็นรากฐานทางความคิดของจีน คัมภีร์นี้ได้จำแนกสรรพสิ่งออกเป็นสองขั้วตรงข้ามที่สร้างสมดุลให้แก่กัน คือ “หยิน” (yīn) และ “หยาง” (yáng) โดยกำหนดให้เลขคู่เป็นตัวแทนของพลังหยิน (ความเป็นเพศหญิง ความมืด การหยุดนิ่ง) และเลขคี่เป็นตัวแทนของพลังหยาง (ความเป็นเพศชาย ความสว่าง การเคลื่อนไหว) ในบรรดาเลขคี่ทั้งหมด เลข 9 ซึ่งเป็นเลขคี่หลักเดียวที่มีค่าสูงสุด ถูกยกให้เป็นตัวแทนของพลังหยางขั้นสุดยอด (Extreme Yang) ดังนั้น เมื่อวันที่ 9 (เลขหยาง) มาบรรจบกับเดือน 9 (เลขหยาง) จึงเกิดเป็นสภาวะ “หยางซ้อนหยาง” ซึ่งถือเป็นวันที่มีพลังหยางเข้มข้นและเป็นมงคลอย่างยิ่ง

 

อย่างไรก็ตาม ในยุคโบราณมีความเชื่อที่น่าสนใจว่า การมีพลังหยางที่เข้มข้นถึงขีดสุดอาจนำมาซึ่งความไม่สมดุลและอาจเป็นลางร้ายได้ ความเชื่อนี้เองที่อาจเป็นที่มาของประเพณีดั้งเดิมที่มุ่งเน้นการ “ปัดเป่าอันตราย” ในวันฉงหยาง แต่เมื่อกาลเวลาผ่านไป ความหมายของเทศกาลได้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ โดยมีปัจจัยทางภาษาเข้ามาเกี่ยวข้อง นั่นคือการเล่นคำพ้องเสียง (Homophone) ในภาษาจีนกลาง คำว่า jiǔ (jiǔ) ที่แปลว่า “เก้า” ออกเสียงเหมือนกับคำว่า jiǔ (jiǔ) ที่แปลว่า “ยาวนาน” หรือ “ยั่งยืน” ทุกประการ การเชื่อมโยงทางเสียงนี้ได้เปลี่ยนมุมมองของผู้คนที่มีต่อเลข 9 ไปโดยสิ้นเชิง จากเลขที่แสดงถึงพลังหยางอันแรงกล้า กลายเป็นสัญลักษณ์ของ “ความมีอายุยืนยาว” (Longevity) ด้วยเหตุนี้เอง เทศกาลฉงหยางจึงค่อยๆ พัฒนาจากวันแห่งการหลีกหนีภัยพิบัติมาสู่การเฉลิมฉลองชีวิตที่ยืนยาวและความรักที่ยั่งยืน

ความเชื่อในพลังของเลข 9 นี้ยังสามารถเชื่อมโยงกับวัฒนธรรมไทยได้อย่างน่าทึ่ง ในสังคมไทย “เลขเก้า” ถือเป็นเลขมงคลสูงสุด เพราะพ้องเสียงกับคำว่า “ก้าว” ซึ่งหมายถึงความเจริญก้าวหน้า การที่ทั้งสองวัฒนธรรมต่างให้ความสำคัญกับเลข 9 ในฐานะเลขมงคล แม้จะด้วยเหตุผลทางภาษาที่แตกต่างกัน สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของมนุษย์ในการค้นหาความหมายอันดีงามจากสัญลักษณ์รอบตัว

ภาพสัญลักษณ์หยินหยางที่อธิบายแนวคิดหยางซ้อนหยาง

ตำนานวีรบุรุษปราบมาร: เรื่องเล่าของ “หวน จิง” ที่มาแห่งประเพณีฉงหยาง

เบื้องหลังประเพณีอันเป็นเอกลักษณ์ของเทศกาลฉงหยาง มีตำนานวีรบุรุษที่เล่าขานสืบต่อกันมา ซึ่งไม่เพียงแต่ให้ความบันเทิง แต่ยังทำหน้าที่เป็นเสมือนคู่มืออธิบายที่มาที่ไปของแต่ละกิจกรรมได้อย่างแยบยล เรื่องราวที่ได้รับความนิยมที่สุดคือตำนานของ “หวน จิง” (Huán Jǐng) ในสมัยราชวงศ์ฮั่นตะวันออก (ค.ศ. 25–220)

ตำนานเล่าว่า ณ หมู่บ้านริมแม่น้ำรู่เหอ (Ruhe River) มีปีศาจโรคระบาดตนหนึ่งอาศัยอยู่ ทุกครั้งที่มันปรากฏตัวขึ้น ชาวบ้านจะล้มป่วยและเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก พ่อแม่ของชายหนุ่มนามว่า หวน จิง ก็เป็นหนึ่งในเหยื่อของโรคระบาดร้ายแรงนี้ ด้วยความแค้นและปณิธานอันแน่วแน่ที่จะปกป้องผู้คน เขาจึงตัดสินใจออกเดินทางเพื่อตามหาเซียนผู้มีฤทธิ์เดชมาเป็นอาจารย์

หลังจากการเดินทางอันยาวนานและยากลำบาก ในที่สุด หวน จิง ก็ได้พบกับเซียนเฟย ฉางฝาง (Fèi Chángfáng) บนภูเขาสูง เซียนผู้นี้เห็นถึงความมุ่งมั่นของเขาจึงรับไว้เป็นศิษย์และถ่ายทอดวิชาปราบมารให้ เมื่อใกล้ถึงเวลาที่ปีศาจจะกลับมาอาละวาดอีกครั้ง เซียนเฟยได้มอบคำสั่งสำคัญแก่หวน จิง ว่า “ในวันที่ 9 เดือน 9 ที่จะถึงนี้ ภัยพิบัติจะมาเยือนบ้านของเจ้า จงรีบกลับไปและบอกให้สมาชิกในครอบครัวทุกคนเตรียมถุงผ้าสีแดง ใส่ใบจูอวี๋ (zhūyú) ไว้ข้างใน แล้วผูกติดไว้ที่แขน จากนั้นจงพาพวกเขาทั้งหมดขึ้นไปบนที่สูง และที่สำคัญที่สุดคือต้องดื่มเหล้าเก๊กฮวย (júhuā jiǔ) เพื่อปัดเป่าเภทภัย”

 

หวน จิง รีบเดินทางกลับบ้านและทำตามคำสั่งของอาจารย์ทุกประการ เขาพาครอบครัวและชาวบ้านขึ้นไปหลบภัยบนภูเขาใกล้เคียง ตกเย็นเมื่อพวกเขากลับลงมา ก็พบกับภาพที่น่าตกใจ สัตว์เลี้ยงในบ้านทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นไก่ เป็ด หมู หรือวัว ต่างล้มตายกันหมดสิ้น พวกเขาจึงตระหนักได้ว่า สัตว์เหล่านั้นได้ตายแทนพวกเขา ซึ่งรอดชีวิตมาได้เพราะปฏิบัติตามคำแนะนำของเซียน ในขณะเดียวกัน เมื่อปีศาจโรคระบาดโผล่ขึ้นมาจากแม่น้ำ มันก็เกิดอาการมึนงงและอ่อนกำลังลงเพราะกลิ่นฉุนของใบจูอวี๋และฤทธิ์ของเหล้าเก๊กฮวยที่ชาวบ้านพกติดตัวและดื่มเข้าไป หวน จิง จึงได้โอกาสใช้ดาบวิเศษที่ได้รับมาสังหารปีศาจร้ายลงได้สำเร็จ

จากเหตุการณ์ในตำนานครั้งนั้นเอง ประเพณีหลักของเทศกาลฉงหยางจึงถือกำเนิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการปีนที่สูง (dēnggāo) การพกใบจูอวี๋ (pèi zhūyú) และการดื่มเหล้าเก๊กฮวย (yǐn júhuā jiǔ) ซึ่งล้วนเป็นการกระทำเพื่อระลึกถึงวีรกรรมของหวน จิง และเพื่อเป็นการปัดเป่าโรคภัยไข้เจ็บ นำมาซึ่งสุขภาพที่แข็งแรงและชีวิตที่ยืนยาว ตำนานนี้จึงทำหน้าที่เป็นเหมือน “เครื่องช่วยจำทางวัฒนธรรม” ที่ร้อยเรียงเอาวัน เวลา และกิจกรรมสำคัญของเทศกาลเข้าไว้ด้วยกันในรูปแบบของเรื่องเล่าที่น่าจดจำและง่ายต่อการสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น

ภาพประกอบตำนานหวนจิ่งในเทศกาลฉงหยาง

สี่ประเพณีหลัก: การกระทำที่เปี่ยมด้วยความหมายเชิงสัญลักษณ์

ประเพณีที่ปฏิบัติสืบต่อกันมาในวันฉงหยางนั้น มิใช่เป็นเพียงการกระทำตามตำนานเท่านั้น แต่ยังแฝงไปด้วยความหมายเชิงสัญลักษณ์ที่ลึกซึ้งและเชื่อมโยงกับวิถีชีวิต ภูมิปัญญา และความปรารถนาของผู้คนในสมัยโบราณ ประเพณีหลัก 4 ประการนี้เปรียบเสมือนระบบองค์รวมที่ส่งเสริมสุขภาวะทั้งทางกาย ใจ และสังคม

การปีนที่สูง (dēnggāo) – ก้าวสู่ความสำเร็จและสุขภาพที่แข็งแรง

การปีนที่สูง หรือ “เติงเกา” คือกิจกรรมที่เป็นหัวใจหลักของเทศกาลฉงหยาง จนทำให้เทศกาลนี้มีอีกชื่อหนึ่งว่า “เทศกาลเติงเกา” ประเพณีนี้มีที่มาทั้งจากความจำเป็นในทางปฏิบัติและความหมายเชิงสัญลักษณ์ ในแง่ปฏิบัติ การขึ้นไปบนที่สูงคือการหลบหนีจากภัยพิบัติดังที่ปรากฏในตำนาน ส่วนในเชิงสัญลักษณ์นั้น การปีนขึ้นสู่ที่สูงมีความหมายมงคลหลายประการ:

  • สุขภาพแข็งแรง: การปีนเขาเป็นการออกกำลังกายที่ดีเยี่ยม อีกทั้งในสมัยโบราณยังเชื่อว่าอากาศบนที่สูงนั้นบริสุทธิ์กว่า สามารถช่วยปัดเป่าโรคภัยไข้เจ็บที่มักมากับอากาศชื้นในที่ลุ่มได้
  • ความเจริญก้าวหน้า: การปีนป่ายขึ้นไปสู่จุดที่สูงขึ้น เป็นภาพสะท้อนของความปรารถนาที่จะมีความเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงาน การมีตำแหน่งที่สูงขึ้น และการมีชีวิตที่ดีขึ้น
  • การเชื่อมต่อกับธรรมชาติ: เทศกาลฉงหยางตรงกับช่วงกลางฤดูใบไม้ร่วง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของ “การเก็บเกี่ยว” และ “การพักผ่อน” ก่อนจะเข้าสู่ฤดูหนาว เป็นช่วงที่อากาศดี ท้องฟ้าแจ่มใส ใบไม้เริ่มเปลี่ยนสีสวยงาม การปีนเขาจึงเป็นโอกาสสุดท้ายของปีก่อนที่ฤดูหนาวอันหนาวเหน็บจะมาเยือน เป็นการออกไปชื่นชมความงามของธรรมชาติและซึมซับบรรยากาศที่สดชื่น

ในปัจจุบัน “การปีนที่สูง” ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การปีนภูเขาเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการเดินขึ้นเนินเขา เจดีย์ หรือแม้แต่อาคารสูงๆ เพื่อชมทิวทัศน์และรับเอากลิ่นอายของประเพณีนี้

การกินขนมฉงหยาง (chóngyáng gāo) – ลิ้มรสความ “สูงส่ง”

เช่นเดียวกับเทศกาลอื่นๆ ของจีน เทศกาลฉงหยางมีอาหารมงคลประจำเทศกาล นั่นคือ “ขนมฉงหยาง” หรือ 重阳糕zhòng yáng gāo (chóngyáng gāo) ความพิเศษของขนมชนิดนี้ไม่ได้อยู่ที่รสชาติเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การเล่นคำพ้องเสียงอันชาญฉลาด คำว่า gāo (gāo) ที่แปลว่า “ขนมเค้ก” ออกเสียงเหมือนกับคำว่า gāo (gāo) ที่แปลว่า “สูง” ทุกประการ ดังนั้น การกินขนมฉงหยางจึงเป็นสัญลักษณ์ของการอวยพรให้ชีวิต “สูงขึ้น” ในทุกๆ ด้าน หรือที่คนจีนเรียกว่า 步步高升bù bù gāo shēng (bù bù gāo shēng) ซึ่งหมายถึงการก้าวหน้าขึ้นไปทีละขั้น

ขนมฉงหยางทำจากแป้งข้าวเจ้าหรือแป้งข้าวเหนียว มีชื่อเรียกอื่นๆ อีก เช่น ขนมดอกไม้ ขนมเบญจมาศ หรือขนมห้าสี ตามธรรมเนียมโบราณ ขนมอาจทำซ้อนกัน 9 ชั้นให้ดูคล้ายเจดีย์ เพื่อสื่อถึง “เก้าซ้อนเก้า” และมักจะตกแต่งหน้าด้วยผลไม้และธัญพืชที่เป็นมงคล เช่น พุทราจีน เกาลัด อัลมอนด์ และถั่วต่างๆ เดิมทีขนมนี้อาจเป็นเพียงขนมที่ทำขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองการเก็บเกี่ยวข้าวใหม่ในฤดูใบไม้ร่วง ก่อนที่จะถูกผูกโยงเข้ากับความหมายมงคลในภายหลัง

ขนมฉงหยางเกา 重阳糕zhòng yáng gāo อาหารมงคลประจำเทศกาล

การดื่มเหล้าเก๊กฮวยและชมดอกเบญจมาศ (yǐn júhuā jiǔ, shǎng jú) – จิบยาอายุวัฒนะแห่งฤดูใบไม้ร่วง

ดอกเบญจมาศ หรือ 菊花jú huā (júhuā) ในภาษาจีน คือราชินีแห่งฤดูใบไม้ร่วง การที่เทศกาลฉงหยางตรงกับช่วงเวลาที่ดอกเบญจมาศบานสะพรั่งพอดี ทำให้ดอกไม้ชนิดนี้กลายเป็นสัญลักษณ์สำคัญของเทศกาลไปโดยปริยาย ในวัฒนธรรมจีน ดอกเบญจมาศเป็นตัวแทนของคุณธรรมอันสูงส่ง ความสง่างาม และที่สำคัญคือ “อายุที่ยืนยาว” เพราะเป็นดอกไม้ที่สามารถทนทานต่ออากาศที่เริ่มหนาวเย็นและเบ่งบานได้อย่างงดงาม

ชาวจีนโบราณเชื่อว่าดอกเบญจมาศมีสรรพคุณทางยา สามารถช่วยขับไล่สิ่งชั่วร้าย ลดความร้อนในร่างกาย และเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน การดื่มเหล้าที่หมักด้วยดอกเบญจมาศ (เหล้าเก๊กฮวย) หรือการดื่มชาเก๊กฮวยในวันฉงหยาง จึงเปรียบเสมือนการดื่มยาอายุวัฒนะเพื่อชำระล้างร่างกายและจิตใจให้บริสุทธิ์ พร้อมรับมือกับฤดูหนาวที่กำลังจะมาถึง ประเพณีนี้กล่าวกันว่าได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายจากกวีเอกนาม เถา หยวนหมิง (Tao Yuanming) แห่งราชวงศ์จิ้น ผู้ซึ่งหลงใหลในความงามของดอกเบญจมาศเป็นอย่างยิ่ง

ดอกเบญจมาศ 菊花jú huā สัญลักษณ์แห่งฤดูใบไม้ร่วงและอายุยืน

การพกจูอวี๋ (pèi zhūyú) – เครื่องรางจากธรรมชาติเพื่อปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย

จูอวี๋ (zhūyú) คือพืชสมุนไพรชนิดหนึ่ง (ในทางประวัติศาสตร์ มีพืชอย่างน้อย 2 ชนิดที่ถูกเรียกว่าจูอวี๋ คือ อู๋จูอวี๋ (吴茱萸wú zhū yú, Wú zhūyú, Evodia rutaecarpa) และ ซานจูอวี๋ (山茱萸shān zhū yú, Shān zhūyú, Cornus officinalis) แต่เชื่อกันว่าชนิดที่ใช้ในประเพณีดั้งเดิมคืออู๋จูอวี๋ เนื่องจากมีกลิ่นหอมแรงซึ่งสอดคล้องกับความเชื่อเรื่องการปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย) ลักษณะเด่นของจูอวี๋คือมีกลิ่นหอมแรงและฉุน ซึ่งในสมัยโบราณเชื่อกันว่ากลิ่นนี้มีอำนาจในการขับไล่สิ่งชั่วร้าย ภูตผีปีศาจ และป้องกันโรคภัยไข้เจ็บได้ จูอวี๋จึงทำหน้าที่เป็นเหมือนเครื่องรางจากธรรมชาติ

ในวันฉงหยาง ผู้คนจะนำกิ่งหรือใบของจูอวี๋มาพกติดตัวในรูปแบบต่างๆ เช่น เสียบไว้ที่แขนเสื้อ ใส่ไว้ในถุงผ้าเล็กๆ แล้วผูกติดกับร่างกาย หรือนำไปทัดผม โดยเฉพาะในกลุ่มผู้หญิงและเด็ก ประเพณีนี้สะท้อนให้เห็นถึงภูมิปัญญาของคนโบราณที่ใช้ประโยชน์จากพืชพรรณธรรมชาติเพื่อสร้างความรู้สึกปลอดภัยและเป็นเกราะป้องกันจากภัยอันตรายที่มองไม่เห็น

ต้นจูอวี๋ 茱萸zhū yú เครื่องรางธรรมชาติในเทศกาลฉงหยาง

ฉงหยางต่างจากเช็งเม้งและสารทจีนอย่างไร?

ฉงหยางมีบางพื้นที่ที่โยงกับการไหว้สุสานหรือรำลึกบรรพบุรุษ โดยเฉพาะฮ่องกง/มาเก๊าที่เรียกเทศกาลนี้ว่า Chung Yeung Festival แต่แกนหลักของเทศกาลไม่เหมือนเช็งเม้งหรือสารทจีนทั้งหมด

เทศกาลชื่อจีนจุดเด่นเกี่ยวกับบรรพบุรุษไหม
เช็งเม้ง清明节qīng míng jiéQīngmíng Jiéไหว้สุสานช่วงฤดูใบไม้ผลิ ทำความสะอาดฮวงซุ้ยใช่ เป็นแกนหลัก
สารทจีน中元节zhōng yuán jiéZhōngyuán Jiéทำบุญ/ไหว้บรรพบุรุษและดวงวิญญาณช่วงเดือน 7ใช่ เป็นแกนหลัก
ฉงหยาง重阳节zhòng yáng jiéChóngyáng Jiéปีนที่สูง ชมดอกเบญจมาศ กินขนมฉงหยาง เคารพผู้สูงอายุบางพื้นที่มีการไหว้สุสาน โดยเฉพาะฮ่องกง/มาเก๊า

รู้หรือไม่: 重阳节zhòng yáng jié เป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของจีน

重阳节zhòng yáng jié ถูกจัดอยู่ในบัญชีมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมระดับชาติของจีนชุดแรกที่ประกาศในปี 2006 ในหมวด 民俗mín sú หรือประเพณีพื้นบ้าน ร่วมกลุ่มกับเทศกาลสำคัญอย่าง 春节chūn jié, 清明节qīng míng jié, 端午节duān wǔ jié, 七夕节qī xī jié และ中秋节zhōng qiū jié จึงไม่ใช่แค่เทศกาลท้องถิ่นเล็ก ๆ แต่เป็นหนึ่งในเทศกาลวัฒนธรรมจีนที่รัฐให้ความสำคัญ

วิวัฒนาการแห่งเทศกาล: จากวันปัดเป่าโพยภัยสู่วันแห่งความกตัญญู

เทศกาลฉงหยางไม่ได้หยุดนิ่งอยู่กับตำนานและความเชื่อโบราณ แต่ได้มีการปรับเปลี่ยนและพัฒนาความหมายไปตามยุคสมัย จากเทศกาลที่เคยเน้นเรื่องการเอาตัวรอดจากภัยพิบัติ ได้วิวัฒนาการมาเป็นเทศกาลที่เชิดชูคุณค่าของครอบครัวและความกตัญญู

จุดเริ่มต้นของเทศกาลย้อนกลับไปได้ถึงยุคจ้านกั๋ว (Warring States Period) และเริ่มเป็นที่รู้จักในสมัยราชวงศ์ฮั่น โดยมีจุดประสงค์หลักเพื่อขับไล่สิ่งไม่ดี ต่อมาในสมัยราชวงศ์ถัง (ค.ศ. 618–907) เทศกาลฉงหยางได้รับการกำหนดให้เป็นเทศกาลพื้นบ้านอย่างเป็นทางการ ทำให้ประเพณีต่างๆ แพร่หลายไปในวงกว้าง และกลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับกวีและศิลปินมากมาย ความรู้สึกคิดถึงบ้านและครอบครัวในวันเทศกาลนี้ถูกบันทึกไว้อย่างงดงามในบทกวีอมตะของ หวัง เหวย (Wáng Wéi) กวีเอกแห่งราชวงศ์ถัง:

九月九日忆山东兄弟jiǔ yuè jiǔ rì yì shān dōng xiōng dì

คิดถึงพี่น้องที่ซานตงในวันเก้าเดือนเก้า

独在异乡为异客dú zài yì xiāng wèi yì kè

(dú zài yìxiāng wéi yì kè)

อยู่ต่างแดนลำพังดังแขกแปลกหน้า,

每逢佳节倍思亲。měi féng jiā jié bèi sī qīn

ทุกคราเทศกาลมายิ่งคะนึงหาญาติมิตร

遥知兄弟登高处yáo zhī xiōng dì dēng gāo chù

(yáo zhī xiōngdì dēnggāo chù)

รู้ดีว่าพี่น้องคงกำลังปีนที่สูง,

遍插茱萸少一人。biàn chā zhū yú shǎo yī rén

เมื่อแบ่งจูอวี๋ให้ปักกัน…พลันพบว่าขาดไปหนึ่งคน

 

จุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุดเกิดขึ้นในศตวรรษที่ 20 เมื่อความหมายของเทศกาลได้ถูกตีความใหม่โดยให้ความสำคัญกับการพ้องเสียงระหว่าง jiǔ (jiǔ – เก้า) และ jiǔ (jiǔ – ยาวนาน) เป็นหลัก แนวคิดเรื่อง “อายุยืนยาว” จึงกลายเป็นแก่นเรื่องใหม่ของเทศกาล การเปลี่ยนแปลงนี้ได้รับการยอมรับในระดับนโยบาย เมื่อรัฐบาลจีนได้ประกาศให้วันที่ 9 เดือน 9 ของทุกปีเป็น “วันผู้สูงอายุ” (Lǎorén Jié
ในปี 1989 จีนเริ่มกำหนดให้วันฉงหยางมีความหมายเป็น “敬老节jìng lǎo jié” หรือวันเคารพผู้สูงอายุ เพื่อส่งเสริมการ 尊老、敬老、爱老、助老zūn lǎo, jìng lǎo, ài lǎo, zhù lǎo คือเคารพ ดูแล รัก และช่วยเหลือผู้สูงวัย ต่อมาเมื่อกฎหมายคุ้มครองสิทธิผู้สูงอายุมีผลในปี 2013 จึงระบุชัดว่าวันขึ้น 9 ค่ำเดือน 9 ตามปฏิทินจีนเป็น “老年节lǎo nián jié” หรือวันผู้สูงอายุของจีน
xiào) ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของสังคมจีน ท่ามกลางกระแสความทันสมัยที่อาจทำให้สายใยในครอบครัวห่างเหิน

ในปัจจุบัน กิจกรรมในวันฉงหยางจึงมุ่งเน้นไปที่การแสดงความรัก ความเคารพ และความห่วงใยต่อผู้สูงอายุในครอบครัวและสังคม ครอบครัวจะมารวมตัวกันเพื่อใช้เวลากับผู้ใหญ่ ลูกหลานจะพาพ่อแม่ปู่ย่าตายายไปเที่ยวพักผ่อน โดยเฉพาะการไปปีนเขาเพื่อสูดอากาศบริสุทธิ์ ซึ่งถือเป็นการผสมผสานประเพณีดั้งเดิมเข้ากับเป้าหมายใหม่ในการส่งเสริมสุขภาพของผู้สูงวัย นอกจากนี้ ในชุมชนต่างๆ ยังมีการจัดกิจกรรมรื่นเริง การแสดง และการมอบของขวัญให้แก่ผู้สูงอายุ ยิ่งไปกว่านั้น ในหลายพื้นที่ วันฉงหยางยังถือเป็น “เทศกาลเช็งเม้งในฤดูใบไม้ร่วง” (秋祭qiū jì, qiū jì) ซึ่งเป็นอีกหนึ่งในสี่เทศกาลไหว้บรรพบุรุษที่สำคัญของจีน เป็นโอกาสในการไปทำความสะอาดและเซ่นไหว้บรรพบุรุษที่สุสาน

ผู้สูงอายุในวันฉงหยางหรือวันเคารพผู้สูงอายุของจีน

ฉงหยางเจี๋ย – สายใยที่เชื่อมโยงธรรมชาติ ครอบครัว และกาลเวลา

เทศกาลฉงหยางคือภาพสะท้อนที่งดงามของการเดินทางผ่านกาลเวลาของวัฒนธรรม จากจุดเริ่มต้นที่เต็มไปด้วยความเชื่อเรื่องโชคลางและการปัดเป่าภัยอันตรายจากพลังหยางที่มากล้น สู่การเป็นเทศกาลแห่งการเฉลิมฉลองชีวิต การอวยพรให้อายุยืนยาว และการแสดงออกถึงความกตัญญูอันเป็นหัวใจของครอบครัว

เทศกาลนี้สอนให้เราเห็นถึงความสำคัญของการรักษาสมดุลในชีวิต ผ่านการผสมผสานกิจกรรมที่ส่งเสริมทั้งสุขภาพกาย (การปีนเขา) สุขภาพใจ (การชื่นชมธรรมชาติ) และความสัมพันธ์ในสังคม (การรวมตัวของครอบครัว) ประเพณีต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการกินขนมมงคล การดื่มชาสมุนไพร หรือการพกเครื่องรางจากธรรมชาติ ล้วนเป็นภูมิปัญญาที่สะท้อนถึงความปรารถนาอันเป็นสากลของมนุษย์ นั่นคือการมีชีวิตที่เปี่ยมสุข แข็งแรง และเจริญก้าวหน้า

สำหรับคนไทย การทำความเข้าใจเทศกาลฉงหยางอาจเป็นเหมือนการค้นพบความหมายอีกชั้นหนึ่งที่ซ่อนอยู่ในวันสุดท้ายของเทศกาลกินเจ เป็นการเตือนใจว่า ท่ามกลางการเฉลิมฉลองและการปฏิบัติบูชา ยังมีอีกหนึ่งคุณค่าที่สำคัญซ่อนอยู่ นั่นคือการหันกลับมามองและใส่ใจผู้สูงอายุในครอบครัวของเรา การใช้เวลาร่วมกัน และการสืบสานสายใยแห่งความรักและความผูกพันที่เชื่อมโยงทุกรุ่นอายุเข้าไว้ด้วยกัน ดั่งเช่นพลัง “หยางซ้อนหยาง” ที่หลอมรวมกันเป็นหนึ่งเดียวในวันที่ 9 เดือน 9 ของทุกปี

การ登高dēng gāo ปีนที่สูงชมวิวในเทศกาลฉงหยาง

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเทศกาลฉงหยาง

เทศกาลฉงหยางคืออะไร?

เทศกาลฉงหยาง หรือ 重阳节zhòng yáng jié คือเทศกาลจีนวันที่ 9 เดือน 9 ตามปฏิทินจันทรคติจีน มีความหมายเรื่องหยางซ้อนหยาง การปีนที่สูง ดอกเบญจมาศ และการเคารพผู้สูงอายุ

เทศกาลฉงหยาง 2026 ตรงกับวันไหน?

ปี 2026 เทศกาลฉงหยางตรงกับวันอาทิตย์ที่ 18 ตุลาคม 2026

ทำไมเลข 9 ถึงสำคัญในเทศกาลฉงหยาง?

เลข 9 ถือเป็นเลขหยาง และวันที่ 9 เดือน 9 คือหยางซ้อนกัน จึงเรียกว่า 重阳zhòng yáng อีกทั้งเสียง jiǔ jiǔ ยังพ้องกับ jiǔ jiǔ ที่สื่อถึงความยืนยาว

ฉงหยางเกี่ยวกับวันผู้สูงอายุอย่างไร?

จีนเริ่มส่งเสริมความหมายของฉงหยางในฐานะวันเคารพผู้สูงอายุตั้งแต่ปี 1989 และกฎหมายที่มีผลในปี 2013 ระบุชัดว่าวันขึ้น 9 ค่ำเดือน 9 เป็น 老年节lǎo nián jié หรือวันผู้สูงอายุ

ฉงหยางต่างจากเช็งเม้งและสารทจีนอย่างไร?

เช็งเม้งและสารทจีนมีแกนหลักเรื่องไหว้บรรพบุรุษ ส่วนฉงหยางเน้นปีนที่สูง ชมดอกเบญจมาศ และเคารพผู้สูงอายุ แม้บางพื้นที่ เช่น ฮ่องกง/มาเก๊า จะมีธรรมเนียมไปสุสานในวัน Chung Yeung ด้วย

แหล่งอ้างอิง

คำศัพท์และวลีที่ควรรู้ในเทศกาลฉงหยาง

คำจีนแปลไทยตัวอย่างประโยค
重阳节zhòng yáng jiéเทศกาลฉงหยาง今天是重阳节。jīntiān shì zhòng yáng jiéJīntiān shì Chóngyáng Jié.วันนี้คือเทศกาลฉงหยาง
登高dēng gāoปีนที่สูง我们去登高。wǒ men qù dēng gāoWǒmen qù dēnggāo.พวกเราไปปีนที่สูง
重阳糕zhòng yáng gāoขนมฉงหยาง我想吃重阳糕。wǒ xiǎng chī zhòng yáng gāoWǒ xiǎng chī chóngyáng gāo.ฉันอยากกินขนมฉงหยาง
菊花jú huāดอกเบญจมาศ / เก๊กฮวย菊花很漂亮。jú huā hěn piàoliangJúhuā hěn piàoliang.ดอกเบญจมาศสวยมาก
菊花酒jú huā jiǔเหล้าเก๊กฮวย古人喝菊花酒。gǔ rén hē jú huā jiǔGǔrén hē júhuā jiǔ.คนโบราณดื่มเหล้าเก๊กฮวย
茱萸zhū yúต้นจูอวี๋重阳节有佩茱萸的习俗。zhòng yáng jié yǒu pèi zhū yú de xí súChóngyáng Jié yǒu pèi zhūyú de xísú.เทศกาลฉงหยางมีธรรมเนียมพกจูอวี๋
长寿zhǎng shòuอายุยืน祝您健康长寿。zhù nín jiàn kāng zhǎng shòuZhù nín jiànkāng chángshòu.ขอให้ท่านสุขภาพแข็งแรง อายุยืน
敬老节jìng lǎo jiéวันเคารพผู้สูงอายุ重阳节也叫敬老节。zhòng yáng jié yě jiào jìng lǎo jiéChóngyáng Jié yě jiào Jìnglǎo Jié.เทศกาลฉงหยางเรียกว่าวันเคารพผู้สูงอายุได้ด้วย

Similar Posts