Guochao คืออะไร? เจาะลึกเทรนด์วัฒนธรรมจีนที่ขับเคลื่อนโดย Gen Z

by admin

 

ท่ามกลางภูมิทัศน์ทางวัฒนธรรมและเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว กระแสคลื่นลูกใหม่ได้ก่อตัวขึ้นจากใจกลางมหาอำนาจแห่งเอเชียและแผ่ขยายอิทธิพลไปทั่วโลก คลื่นลูกนั้นมีชื่อว่า Guochao (国潮) หรือ “กั๋วเฉา” ปรากฏการณ์ที่ไม่ได้เป็นเพียงเทรนด์แฟชั่นชั่วข้ามคืน แต่คือการปฏิวัติทางความคิดครั้งสำคัญที่สะท้อนถึงความภาคภูมิใจในรากเหง้า อัตลักษณ์ และพลังสร้างสรรค์ของชาติจีนยุคใหม่ บทความนี้จะเจาะลึกทุกมิติของ Guochao ตั้งแต่จุดกำเนิด พลังขับเคลื่อนเบื้องหลังซึ่งก็คือคนรุ่นใหม่ Gen Z ไปจนถึงกลยุทธ์ของแบรนด์ที่ประสบความสำเร็จ การปรับตัวของแบรนด์ต่างชาติ และบทวิเคราะห์อนาคตของคลื่นวัฒนธรรมที่กำลังจะเปลี่ยนโฉมหน้าตลาดผู้บริโภคไปตลอดกาล

 

รุ่งอรุณแห่งคลื่นวัฒนธรรมชาติ นิยามของ Guochao

เพื่อทำความเข้าใจปรากฏการณ์นี้อย่างถ่องแท้ เราจำเป็นต้องเริ่มต้นจากการนิยามความหมายที่แท้จริงของ Guochao และย้อนกลับไปสู่จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้เทรนด์นี้กลายเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก

Guochao คืออะไร? มากกว่าแค่คำว่า “Made in China”

Guochao (国潮) ซึ่งออกเสียงว่า “กั๋วเฉา” มีความหมายตรงตัวว่า “คลื่นแห่งชาติ” หรือ “เทรนด์ของชาติ”  แต่ในเชิงลึกแล้ว คำนี้หมายถึงการเคลื่อนไหวทางวัฒนธรรมและพฤติกรรมการบริโภคในวงกว้าง ที่ผู้คนหันมาเฉลิมฉลองมรดกทางวัฒนธรรม สุนทรียศาสตร์ และแบรนด์ที่สร้างสรรค์โดยคนจีนเอง  นี่คือการเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ครั้งสำคัญ จากภาพจำเดิมๆ ของคำว่า “Made in China” ที่มักถูกเชื่อมโยงกับการผลิตจำนวนมากและคุณภาพที่ไม่น่าเชื่อถือ ไปสู่ยุคใหม่ที่เต็มไปด้วยความภาคภูมิใจในคำว่า “Designed in China” (ออกแบบในจีน) และ “Created in China” (สร้างสรรค์ในจีน)  การเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนถึงวิวัฒนาการครั้งใหญ่ทั้งในด้านคุณภาพของผลิตภัณฑ์และทัศนคติของผู้บริโภค ซึ่งปัจจุบันมองว่าแบรนด์ในประเทศมีความทันสมัยและเปี่ยมด้วยนวัตกรรมไม่แพ้แบรนด์ต่างชาติ

หัวใจสำคัญที่บ่งบอกความเป็น Guochao คือการผสมผสานองค์ประกอบทางวัฒนธรรมจีนดั้งเดิมเข้ากับสุนทรียศาสตร์และเทรนด์สมัยใหม่ได้อย่างลงตัว  นี่ไม่ใช่การหยิบยืมสัญลักษณ์ทางประวัติศาสตร์มาแปะไว้บนผลิตภัณฑ์อย่างฉาบฉวย แต่เป็นการตีความใหม่อย่างสร้างสรรค์เพื่อให้เข้ากับรสนิยมของผู้ชมร่วมสมัย  องค์ประกอบเหล่านี้มีได้ตั้งแต่ปรัชญาโบราณ ศิลปะล้ำค่า ไปจนถึงวัฒนธรรมป๊อปสมัยใหม่ หรือแม้กระทั่งความรักชาติ  ผลลัพธ์ที่ได้คือผลิตภัณฑ์ที่มีทั้ง “ความเป็นจีน” และ “ความเป็นเทรนด์” ซึ่งตอบสนองความต้องการของผู้บริโภครุ่นใหม่ที่ต้องการแสดงออกถึงตัวตนผ่านสิ่งที่พวกเขาเลือกใช้

 

จุดเปลี่ยนสำคัญ Li-Ning จุดประกายการเคลื่อนไหวระดับโลก

แม้ว่าความรู้สึกภาคภูมิใจในวัฒนธรรมจะเริ่มก่อตัวขึ้นมาระยะหนึ่งแล้ว แต่เหตุการณ์ที่เปรียบเสมือนการจุดพลุให้ Guochao กลายเป็นกระแสหลักและเป็นที่รู้จักในระดับสากล เกิดขึ้นในปี 2018 บนเวที New York Fashion Week (NYFW)

ในงานนั้น แบรนด์เสื้อผ้ากีฬาของจีนอย่าง Li-Ning (หลี่หนิง) ได้เปิดตัวคอลเลกชันที่สร้างเสียงฮือฮาไปทั่วโลก คอลเลกชัน “Wu Dao” (悟道) หรือ “วิถีแห่งการหยั่งรู้” ได้นำเสนอเสื้อผ้าที่ได้รับแรงบันดาลใจจากปรัชญาเต๋า มีการใช้สีแดงและสีเหลืองซึ่งเป็นสีของธงชาติจีนอย่างโดดเด่น และที่สำคัญที่สุดคือการประทับตัวอักษรจีนขนาดใหญ่ว่า “中国李寧” (จงกั๋ว หลี่หนิง หรือ China Li-Ning) ไว้บนเสื้อผ้าอย่างชัดเจน นี่คือการประกาศจุดยืนทางวัฒนธรรมที่ทรงพลังและไม่อ้อมค้อมบนเวทีระดับโลก เป็นการท้าทายอำนาจของแบรนด์ตะวันตกอย่าง Nike และ Adidas ที่ครองตลาดมาอย่างยาวนาน

ความสำเร็จของ Li-Ning ในครั้งนั้นได้สร้างปรากฏการณ์ที่ส่งแรงกระเพื่อมไปทั่วทุกอุตสาหกรรมในจีน มันได้ปลุกให้แบรนด์ในประเทศจำนวนมาก ตั้งแต่โทรศัพท์มือถือ (Huawei, Xiaomi) ไปจนถึงเครื่องสำอาง (Florasis) กล้าที่จะโอบรับและแสดงอัตลักษณ์ความเป็น Guochao ของตนเองออกมา

การที่ Li-Ning เลือกเปิดตัวบนเวทีแฟชั่นระดับโลกในโลกตะวันตกอย่าง NYFW ถือเป็นกลยุทธ์ที่ชาญฉลาดอย่างยิ่ง มันไม่ใช่แค่การที่คนจีนบอกกันเองว่าวัฒนธรรมของพวกเขานั้นยอดเยี่ยม แต่เป็นการแสดงให้โลกทั้งใบได้เห็น ความสำเร็จบนเวทีสากลนี้ทำหน้าที่เสมือนการรับรองคุณภาพและสไตล์ในสายตาชาวโลก ซึ่งย้อนกลับมาขยายความภาคภูมิใจในหมู่ผู้บริโภคชาวจีนให้ทวีความรุนแรงขึ้นอีกหลายเท่าตัว

 

ห้องเครื่องจักรกล ถอดรหัสพลังขับเคลื่อนเบื้องหลัง Guochao

การเติบโตอย่างรวดเร็วของ Guochao ไม่ได้เกิดขึ้นจากปัจจัยเดียว แต่เป็นผลลัพธ์จากการทำงานร่วมกันของพลังขับเคลื่อนหลายด้าน ทั้งทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง ซึ่งมีคนรุ่นใหม่เป็นศูนย์กลาง

มังกรเจเนอเรชันใหม่ พลังของ Gen Z และ Millennials ของจีน

กลุ่มประชากรที่เป็นเครื่องยนต์หลักของเทรนด์ Guochao อย่างไม่มีข้อโต้แย้ง คือ คนรุ่น Gen Z (เกิดปี 1995-2009) และ Millennials ซึ่งเป็นผู้บริโภคส่วนใหญ่ของสินค้าในกลุ่มนี้  คนรุ่นนี้เติบโตขึ้นมาในยุคที่เศรษฐกิจจีนรุ่งเรืองอย่างไม่เคยมีมาก่อน พวกเขาได้เห็นประเทศของตนก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอันดับสองของโลก  ซึ่งแตกต่างจากคนรุ่นพ่อแม่ที่มักมองแบรนด์ต่างชาติเป็นสัญลักษณ์ของความสำเร็จและคุณภาพที่ต้องไขว่คว้า  Gen Z จีนกลับประเมินแบรนด์ในประเทศและแบรนด์ต่างชาติจากจุดยืนที่เท่าเทียมและมั่นใจกว่ามาก

ค่านิยมและสิ่งที่พวกเขายึดถือก็แตกต่างออกไป พวกเขาให้ความสำคัญกับ ความจริงแท้ (Authenticity), ความเป็นปัจเจก (Individuality), การแสดงออกถึงตัวตน (Self-Expression), คุณภาพ และความคุ้มค่า มากกว่าชื่อเสียงของแบรนด์แต่เพียงอย่างเดียว  พวกเขาแสวงหาผลิตภัณฑ์ที่สะท้อนอัตลักษณ์ส่วนบุคคลและค่านิยมทางวัฒนธรรมของตน  นอกจากนี้ พวกเขายังเป็นชาวดิจิทัลโดยกำเนิด (Digital Natives) ที่ใช้ชีวิตอยู่บนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียอย่าง Douyin (TikTok เวอร์ชั่นจีน), Xiaohongshu (หรือ RED) และ Weibo ซึ่งเป็นช่องทางสำคัญในการเผยแพร่และสร้างเทรนด์ต่างๆ

 

การผงาดขึ้นของความเชื่อมั่นทางวัฒนธรรม (文化自信)

แนวคิดเรื่อง “ความเชื่อมั่นทางวัฒนธรรม” (Cultural Confidence หรือ 文化自信 – เหวินฮว่าจื้อซิ่น) เป็นวาทกรรมสำคัญที่รัฐบาลจีนส่งเสริมอย่างแข็งขันในช่วงหลายปีที่ผ่านมา นโยบายนี้กระตุ้นให้เกิดการค้นพบและเฉลิมฉลองประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมดั้งเดิมที่ยาวนานกว่า 5,000 ปีของจีนอีกครั้ง

ความเชื่อมั่นนี้ได้เปลี่ยนจิตวิทยาของผู้บริโภคไปโดยสิ้นเชิง เกิดเป็นความปรารถนาที่จะเชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์ งานฝีมือ และปรัชญาของจีนผ่านการเลือกบริโภค  ป้าย “Designed in China” ไม่ได้เป็นเพียงป้ายบอกแหล่งผลิตอีกต่อไป แต่ได้กลายเป็นเครื่องหมายแห่งความภาคภูมิใจ  ในขณะเดียวกัน Guochao ก็ได้กลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการฉายภาพ “พลังละมุน” (Soft Power) ของจีน ที่แสดงให้โลกเห็นถึงอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมและอิทธิพลที่นอกเหนือไปจากอำนาจทางเศรษฐกิจ

 

ปัจจัยหนุนทางเศรษฐกิจและการเมือง

การเติบโตของ Guochao เกิดขึ้นพร้อมกับการเปลี่ยนผ่านทางยุทธศาสตร์เศรษฐกิจของจีน จากเดิมที่พึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก ไปสู่รูปแบบที่ขับเคลื่อนด้วยการบริโภคภายในประเทศ นโยบายของรัฐบาลอย่าง “วงจรคู่ขนาน” (Dual Circulation) ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของตลาดภายในประเทศอย่างชัดเจน

ขณะเดียวกัน ปัจจัยภายนอกได้กลายเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาที่สำคัญ ความตึงเครียดทางการค้าและการเมืองที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกับสหรัฐอเมริกา และประเด็นขัดแย้งต่างๆ เช่น เรื่องฝ้ายซินเจียง ได้โหมกระพือความรู้สึกรักชาติให้รุนแรงขึ้น การเลือกซื้อสินค้าในประเทศจึงไม่ได้เป็นแค่เรื่องของรสนิยมอีกต่อไป แต่ได้กลายเป็นการแสดงออกถึงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของชาติ ผู้บริโภคจำนวนมากหันมาสนับสนุนแบรนด์อย่าง Li-Ning, Anta และ Huawei เพื่อแสดงจุดยืนทางการเมือง

 

คุณภาพ นวัตกรรม และความคุ้มค่า

เป็นความผิดพลาดอย่างยิ่งหากจะมองว่า Guochao ขับเคลื่อนด้วยความรักชาติเพียงอย่างเดียว ปัจจัยที่สำคัญไม่แพ้กันคือ การพัฒนาอย่างก้าวกระโดดในด้านคุณภาพ การออกแบบ การวิจัยและพัฒนา (R&D) และเทคโนโลยี ของผลิตภัณฑ์จีน แบรนด์จีนในปัจจุบันไม่ได้ถูกมองว่าด้อยกว่าแบรนด์ต่างชาติอีกต่อไป

ผู้บริโภคชาวจีนมีความฉลาดในการเลือกซื้อ พวกเขามองที่ ความคุ้มค่าและการออกแบบ ก่อนจะพิจารณาถึงสัญชาติของแบรนด์ บ่อยครั้งที่แบรนด์ในประเทศสามารถนำเสนอคุณภาพที่เทียบเท่าหรือดีกว่าในราคาที่แข่งขันได้มากกว่า ทำให้การเลือกซื้อสินค้าจีนเป็นการตัดสินใจที่สมเหตุสมผล ไม่ใช่แค่อารมณ์ความรู้สึกเพียงอย่างเดียว ตัวอย่างเช่น โทรศัพท์มือถือของ Huawei ได้รับส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มขึ้น ไม่ใช่แค่เพราะกระแสชาตินิยม แต่เป็นเพราะพวกเขาสามารถลดช่องว่างทางเทคโนโลยีกับ Apple และ Samsung ลงได้สำเร็จ

ปรากฏการณ์ Guochao ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยว แต่เป็นส่วนหนึ่งของรูปแบบการส่งเสริมวัฒนธรรมในระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออก ตารางต่อไปนี้จะเปรียบเทียบ Guochao กับกระแสวัฒนธรรมที่คุ้นเคยกันดีอย่าง Hallyu (Korean Wave) ของเกาหลีใต้ และ Cool Japan ของญี่ปุ่น เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนยิ่งขึ้น

 

Guochao vs. Hallyu vs. Cool Japan: การวิเคราะห์เปรียบเทียบคลื่นวัฒนธรรมแห่งเอเชียตะวันออก

คุณลักษณะGuochao (จีน)Hallyu (เกาหลีใต้)Cool Japan (ญี่ปุ่น)
จุดเน้นหลักแบรนด์ สินค้า และการบริโภควัฒนธรรมในประเทศอุตสาหกรรมบันเทิง (K-Pop, K-Drama) เพื่อการส่งออกวัฒนธรรมป๊อป (อนิเมะ, มังงะ, เกม) เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดี
พลังขับเคลื่อนหลักความเชื่อมั่นทางวัฒนธรรมของ Gen Z, ความภาคภูมิใจในชาติ, พลังทางเศรษฐกิจการสนับสนุนเชิงกลยุทธ์จากภาครัฐ, นวัตกรรมในวงการบันเทิงพลังของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ที่มีอยู่เดิม, นโยบายส่งเสริมจากภาครัฐ
ผลกระทบระดับโลกเน้นตลาดในประเทศเป็นหลัก แต่เริ่มขยายอิทธิพลสู่สากลเน้นการส่งออกและมีอิทธิพลทั่วโลกอย่างชัดเจนมีอิทธิพลทั่วโลกมายาวนาน แต่โครงการ Cool Japan มีผลลัพธ์ที่หลากหลาย
บทบาทของภาครัฐส่งเสริมทางอ้อมผ่านวาทกรรม “ความเชื่อมั่นทางวัฒนธรรม” และนโยบายที่สอดคล้องกันสนับสนุนอย่างเป็นระบบและให้เงินทุนโดยตรงเพื่อการส่งออกวัฒนธรรมริเริ่มโครงการและให้เงินทุน แต่ถูกมองว่าเป็นการขับเคลื่อนจากบนลงล่าง
แก่นของเนื้อหาแฟชั่น, เทคโนโลยี, เครื่องสำอาง, อาหาร (เน้นผลิตภัณฑ์)ดนตรี, ภาพยนตร์, ซีรีส์ (เน้นความบันเทิง)อนิเมะ, มังงะ, วิดีโอเกม, คาแรคเตอร์ (เน้นทรัพย์สินทางปัญญา)
จุดกำเนิดเกิดจากผู้บริโภค (Bottom-up) และถูกจุดกระแสโดยแบรนด์อย่าง Li-Ningผสมผสานระหว่างภาครัฐและเอกชนริเริ่มโดยภาครัฐเป็นหลัก (Top-down)

ปัจจัยทั้งหมดนี้ไม่ได้ทำงานแยกจากกัน แต่ก่อให้เกิด วงจรป้อนกลับเชิงบวก (Positive Feedback Loop) ที่ทรงพลังอย่างยิ่ง เริ่มจากรัฐบาลส่งเสริม “ความเชื่อมั่นทางวัฒนธรรม” ซึ่งไปสอดคล้องกับความรู้สึกภาคภูมิใจของ Gen Z ที่เติบโตมาในยุคจีนแข็งแกร่ง ความภาคภูมิใจนี้สร้างความต้องการในตลาดสำหรับสินค้าที่สะท้อนวัฒนธรรมจีน บริษัทในประเทศซึ่งพัฒนาคุณภาพและนวัตกรรมของตนเองขึ้นมาพอดี ก็ก้าวเข้ามาตอบสนองความต้องการนั้น เหตุการณ์ภายนอกอย่างสงครามการค้าทำหน้าที่เป็นตัวเร่ง ทำให้การซื้อของในประเทศกลายเป็นการแสดงความรักชาติ ซึ่งยิ่งช่วยเพิ่มยอดขายให้แบรนด์ท้องถิ่น และท้ายที่สุด ความสำเร็จของแบรนด์เหล่านี้ก็ย้อนกลับไปยืนยันและเสริมสร้าง “ความเชื่อมั่นทางวัฒนธรรม” ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้นไปอีก วงจรนี้คือเหตุผลที่ทำให้ Guochao เป็นเทรนด์ที่แข็งแกร่งและมีแนวโน้มที่จะคงอยู่ไปอีกนาน

จักรวาลแห่ง Guochao ปรากฏการณ์ที่ครอบคลุมทุกอุตสาหกรรม

อิทธิพลของ Guochao ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในอุตสาหกรรมใดอุตสาหกรรมหนึ่ง แต่ได้แทรกซึมเข้าไปในทุกแง่มุมของการบริโภคสมัยใหม่ ตั้งแต่เสื้อผ้าหน้าผมไปจนถึงเทคโนโลยีและอาหารการกิน

แฟชั่นและเครื่องแต่งกาย: จากชุดจักรพรรดิสู่สตรีทแวร์

อุตสาหกรรมแฟชั่นคือเวทีที่เห็นการแสดงออกของ Guochao ได้ชัดเจนที่สุด หนึ่งในเทรนด์ที่มาแรงอย่างมหาศาลคือการฟื้นฟู ชุดฮั่นฝู (Hanfu – 汉服) ซึ่งเป็นเครื่องแต่งกายดั้งเดิมของชาวฮั่น โดยคนหนุ่มสาวนำกลับมาสวมใส่ในชีวิตประจำวัน  สิ่งนี้ได้ก่อให้เกิดอุตสาหกรรมที่เฟื่องฟู มีทั้งแฟชั่นโชว์และเสื้อผ้าทำมือราคาสูง โดยเฉพาะ กระโปรงหม่าเมี่ยนฉวิน (Mamianqun – 马面裙) หรือ “กระโปรงหน้าม้า” จากสมัยราชวงศ์หมิง ได้กลายเป็นสินค้ายอดนิยมในยุคปัจจุบัน

ในขณะเดียวกัน แบรนด์เสื้อผ้ากีฬาสไตล์แอธเลเชอร์ (Athleisure) อย่าง Li-Ning และ Anta ก็ประสบความสำเร็จในการผสมผสานเสื้อผ้ากีฬาเข้ากับสุนทรียศาสตร์แบบจีน จนสามารถท้าทายการครอบงำตลาดของยักษ์ใหญ่อย่าง Nike และ Adidas ได้

 

C-Beauty แต่งแต้มใบหน้าใหม่แห่งประเทศจีน

ในวงการเครื่องสำอาง แบรนด์ในประเทศ หรือที่เรียกว่า C-beauty เช่น Florasis (花西子 – ฮวาซีจื่อ) และ Perfect Diary ได้เข้ามายึดครองตลาดด้วยการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่เปรียบเสมือนงานศิลปะชิ้นเอก ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ถูกหล่อหลอมขึ้นจากแรงบันดาลใจในการออกแบบ ปรัชญา และเรื่องเล่าแบบจีนดั้งเดิมอย่างลึกซึ้ง

Florasis เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด พวกเขาสร้างสรรค์บรรจุภัณฑ์ที่มีการแกะสลักลวดลายอย่างวิจิตรบรรจงราวกับประติมากรรมโบราณ และใช้ส่วนผสมที่อ้างอิงจากตำรับยาสมุนไพรเก่าแก่ ทำให้ผลิตภัณฑ์ทุกชิ้นสามารถบอกเล่าเรื่องราวทางวัฒนธรรมได้ สิ่งนี้สร้างความเชื่อมโยงกับผู้บริโภคได้ลึกซึ้งกว่าการที่แบรนด์ต่างชาติเพียงแค่นำรูปมังกรมาพิมพ์บนกล่องอย่างเทียบไม่ติด

 

เทคโนโลยี อาหาร และอื่นๆ

คลื่น Guochao ไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น แต่ยังขยายไปถึงอุตสาหกรรมอื่นๆ ด้วย

  • เทคโนโลยีเป็นสัญลักษณ์แห่งความสามารถ: ยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีอย่าง Huawei และ Xiaomi คือศูนย์กลางของ Guochao 2.0 ในช่วงเวลาที่ถูกคว่ำบาตรจากสหรัฐฯ การเป็นเจ้าของโทรศัพท์ Huawei ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของการสนับสนุนชาติ และสะท้อนถึงความสามารถในการพึ่งพาตนเองทางเทคโนโลยีและนวัตกรรมของจีน
  • รสชาติแห่งวัฒนธรรม: เทรนด์นี้ส่งผลต่ออุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มเช่นกัน แบรนด์อย่าง HeyTea (喜茶 – สี่ฉา) ประสบความสำเร็จในการผสมผสานวัฒนธรรมการดื่มชาแบบดั้งเดิมเข้ากับสุนทรียศาสตร์แบบมินิมอลที่ทันสมัย แบรนด์เก่าแก่ที่เป็นที่รักอย่างลูกอมกระต่ายขาว (White Rabbit) ก็กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้งผ่านการตลาดที่เน้นความคิดถึง (Nostalgia Marketing) และการร่วมมือกับแบรนด์อื่น แม้กระทั่งแบรนด์ฟาสต์ฟู้ดระดับโลกอย่าง KFC ยังต้องปรับตัวโดยตกแต่งร้านในสไตล์ “ซินจงชื่อ” (Xinzhongshi) หรือ “สไตล์จีนใหม่”

ความสำเร็จของ Guochao ในอุตสาหกรรมที่หลากหลายเช่นนี้ เผยให้เห็นถึงความต้องการหลักของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป นั่นคือการแสวงหา “อัตลักษณ์ทางสังคม” (Social Identity) มากกว่า “สถานะทางสังคม” (Social Status) แบรนด์หรูจากตะวันตกเคยขาย “สถานะ” แต่แบรนด์ Guochao กำลังขาย “ความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่ง” และ “อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม” กระเป๋าแบรนด์เนมจากตะวันตกอาจบ่งบอกถึงความมั่งคั่งและสถานะในระดับโลก แต่การสวมชุดฮั่นฝู การใช้ลิปสติก Florasis ที่แกะสลักลายหงส์ หรือการดื่มชา HeyTea ที่ร่วมมือกับ IP ทางวัฒนธรรมของจีน กลับบ่งบอกถึงสิ่งอื่นที่ลึกซึ้งกว่า นั่นคือความผูกพันกับมรดกของชาติ การเชื่อมต่อกับเรื่องเล่าทางวัฒนธรรมร่วมกัน และความภาคภูมิใจในรากเหง้าของตนเอง นี่คือการเปลี่ยนแปลงที่ลึกซึ้ง ผู้บริโภคไม่ได้ถามแค่ว่า “ผลิตภัณฑ์นี้บอกอะไรเกี่ยวกับความสำเร็จของฉัน” แต่กำลังถามว่า “ผลิตภัณฑ์นี้บอกอะไรเกี่ยวกับตัวตนและที่มาของฉัน”

 

ตำราสู่ความสำเร็จ กรณีศึกษาของเจ้าแห่ง Guochao

เพื่อทำความเข้าใจกลยุทธ์ที่นำไปสู่ความสำเร็จ การวิเคราะห์กรณีศึกษาของแบรนด์ที่เป็นผู้นำในกระแส Guochao จะช่วยให้เห็นภาพที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรม

Li-Ning: ตำราของแบรนด์ผู้บุกเบิก

  • กลยุทธ์: พลิกโฉมแบรนด์จากภาพลักษณ์แบรนด์ในประเทศที่ดูล้าสมัย ให้กลายเป็นแบรนด์แฟชั่นที่ทันสมัยและเปี่ยมด้วยจิตวิญญาณของชาติ
  • ยุทธวิธี:
    • สัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม: ใช้สัญลักษณ์ของจีนอย่างเชี่ยวชาญ ตั้งแต่ปรัชญาเต๋าไปจนถึงสีของธงชาติ และแม้กระทั่งแรงบันดาลใจจากกีฬาปิงปอง
    • Co-Branding เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ: ร่วมมือกับสถาบันทางวัฒนธรรมที่สำคัญในประเทศ เช่น หนังสือพิมพ์ People’s Daily และแบรนด์รถยนต์ Hongqi เพื่อตอกย้ำอัตลักษณ์ความเป็นจีน
    • สโลแกนที่ทรงพลัง: การนำสโลแกน “Anything is possible” กลับมาใช้ เพื่อปลุกเร้าความภาคภูมิใจและความทะเยอทะยานของชาติ
    • เวทีโลก, สารจากชาติ: ใช้เวทีระดับโลกอย่าง New York Fashion Week เป็นเครื่องมือในการฉายภาพความเชื่อมั่นของจีนออกไปสู่ภายนอก
  • บทเรียนสำคัญ: Li-Ning แสดงให้เห็นว่าแบรนด์เก่าแก่สามารถสร้างตัวเองขึ้นมาใหม่ได้อย่างไร ด้วยการโอบรับรากเหง้าของตนเองอย่างจริงใจ และนำเสนอสิ่งนั้นออกมาด้วยความมั่นใจแบบสมัยใหม่

Florasis (花西子): ศิลปะแห่งการเล่าเรื่องผ่านวัฒนธรรม

  • กลยุทธ์: สร้างแบรนด์ทั้งหมดขึ้นจากปรัชญา “สุนทรียศาสตร์แห่งตะวันออก” แบบองค์รวม
  • ยุทธวิธี:
    • ผลิตภัณฑ์คืองานศิลป์: ออกแบบผลิตภัณฑ์อย่างวิจิตรบรรจงจนกลายเป็นวัตถุทางวัฒนธรรมในตัวเอง เช่น ลิปสติก “กุญแจใจ” และแป้งที่แกะสลักลวดลาย
    • เล่าเรื่องผ่านส่วนผสม: ใช้สารสกัดจากดอกไม้และสมุนไพรจีนโบราณ พร้อมเชื่อมโยงเข้ากับตำรับและเรื่องเล่าเก่าแก่ ทำให้ผลิตภัณฑ์มีมิติและความหมายที่ลึกซึ้ง
    • การตลาดผ่าน KOL ระดับปรมาจารย์: สร้างความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ที่ลึกซึ้งกับอินฟลูเอนเซอร์ด้านความงามอันดับต้นๆ อย่าง Austin Li (หลี่เจียฉี) หรือ “ราชาลิปสติก” ซึ่งไม่ได้ทำหน้าที่แค่โปรโมต แต่เป็น “ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายแนะนำผลิตภัณฑ์” และผู้ร่วมสร้างสรรค์ ที่ให้ฟีดแบ็กสำคัญในการพัฒนาสินค้า
    • ลูกค้าร่วมสร้างสรรค์: จัดตั้งโครงการ “ผู้ร่วมสร้างสรรค์ความงาม” ที่มีผู้บริโภคกว่า 200,000 คนเข้าร่วมให้ความคิดเห็น เพื่อให้แน่ใจว่าผลิตภัณฑ์จะถูกปรับปรุงอย่างต่อเนื่องให้ตรงตามรสนิยมของตลาด
  • บทเรียนสำคัญ: Florasis พิสูจน์ให้เห็นว่าความสำเร็จของ Guochao ต้องการการบูรณาการวัฒนธรรมอย่างลึกซึ้งและจริงใจในทุกมิติของแบรนด์ ตั้งแต่การวิจัยและพัฒนาไปจนถึงบรรจุภัณฑ์และการตลาด ไม่ใช่แค่ความสวยงามเพียงผิวเผิน

HeyTea (喜茶): เศรษฐกิจแห่ง “ประสบการณ์”

  • กลยุทธ์: วางตำแหน่งตัวเองเป็น “บริษัทออกแบบที่เสียเวลากับการชงชา” โดยขายประสบการณ์ทางวัฒนธรรมและสกุลเงินทางสังคม (Social Currency) ไม่ใช่แค่เครื่องดื่ม
  • ยุทธวิธี:
    • เน้นสุนทรียศาสตร์: ออกแบบร้านและบรรจุภัณฑ์อย่างพิถีพิถัน (ทั้งแบบมินิมอล, เรโทร ฯลฯ) เพื่อให้สามารถแชร์บนโซเชียลมีเดียได้อย่างสวยงาม
    • Co-Branding แบบไม่หยุดยั้ง: สร้างความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง (มากกว่า 110 ครั้งภายในปี 2023) กับพาร์ทเนอร์ที่หลากหลาย เพื่อสร้างกระแสอย่างสม่ำเสมอและเข้าถึงวัฒนธรรมย่อยต่างๆ
    • ข้ามสายสู่ลักชัวรีและเกม: การร่วมมือกับแบรนด์หรูอย่าง FENDI (ขายได้ 1.5 ล้านแก้วใน 3 วัน) และวิดีโอเกมยอดนิยมอย่าง Genshin Impact แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการเข้าถึงความต้องการที่แตกต่างของผู้บริโภค ทั้งความหรูหราที่จับต้องได้และงานอดิเรกเฉพาะกลุ่ม
    • บูรณาการวัฒนธรรม: ตั้งชื่อผลิตภัณฑ์จากบทกวีและวัฒนธรรมจีน เพื่อเกาะกระแส Guochao โดยตรง
  • บทเรียนสำคัญ: HeyTea แสดงให้เห็นถึงวิธีการใช้สุนทรียศาสตร์และการร่วมมือเชิงกลยุทธ์เพื่อเปลี่ยนสินค้าโภคภัณฑ์ให้กลายเป็นหมุดหมายทางวัฒนธรรม ทำให้แบรนด์มีความสดใหม่และน่าสนใจอยู่เสมอ

สายตาจากทั่วโลก แบรนด์ต่างชาติปรับตัวอย่างไร

การผงาดขึ้นของ Guochao ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนไปถึงแบรนด์ต่างชาติ ทำให้พวกเขาต้องทบทวนกลยุทธ์การตลาดในจีนครั้งใหญ่ การปรับตัวจึงไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป แต่เป็นความจำเป็นเพื่อความอยู่รอด

เดินบนเส้นด้าย: ระหว่างการปรับตัวและการฉกฉวยทางวัฒนธรรม

  • ความจำเป็นในการปรับตัว: แบรนด์ต่างชาติไม่สามารถใช้กลยุทธ์แบบ “หนึ่งขนาดเหมาะกับทุกคน” (One-size-fits-all) ได้อีกต่อไป เพื่อที่จะประสบความสำเร็จในจีน พวกเขา “ต้อง” เข้าใจและมีส่วนร่วมกับกระแส Guochao พร้อมทั้งแสดงความเคารพต่อวัฒนธรรมท้องถิ่น ผลสำรวจชี้ว่า 75% ของผู้บริโภคชาวจีนชื่นชอบผลิตภัณฑ์ที่มีองค์ประกอบของ Guochao
  • กลยุทธ์ที่ประสบความสำเร็จ: แนวทางที่ดีที่สุดคือการสร้างความร่วมมือที่ลึกซึ้งและจริงใจ ซึ่งรวมถึงการทำงานร่วมกับศิลปินและนักออกแบบชาวจีน (เช่น Fendi ร่วมงานกับ Oscar Wang), การสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์สำหรับเทศกาลท้องถิ่นด้วยความเข้าใจในวัฒนธรรมอย่างแท้จริง (เช่น คอลเลกชันตรุษจีนของ Burberry) หรือแม้กระทั่งการอ้างอิงถึงวัฒนธรรมป๊อปของจีน (เช่น L’Oreal ร่วมงานกับตัวละครในเกมมือถือ)
  • ความฉาบฉวยคือความล้มเหลว: ยุคของการนำสินค้ามาใส่กล่องสีแดงแล้วพิมพ์ลายมังกรได้สิ้นสุดลงแล้ว ผู้บริโภคในปัจจุบันมีความรู้และสามารถมองออกได้อย่างรวดเร็วว่าแบรนด์ใดพยายาม “ฟอกขาวด้วย Guochao” (Guochao-washing) อย่างไม่จริงใจ ตัวอย่างเช่น การร่วมมือระหว่างช็อกโกแลต Dove กับพิพิธภัณฑ์พระราชวังต้องห้าม ถูกวิจารณ์อย่างหนักว่าเป็นเพียงการพิมพ์โลโก้เล็กๆ บนกล่องช็อกโกแลตแบบเดิมๆ

ราคาที่ต้องจ่ายเมื่อก้าวพลาด

  • ความผิดพลาดทางวัฒนธรรมและการลอกเลียนแบบ: แบรนด์ต่างชาติต้องเผชิญกับบทเรียนราคาแพงเมื่อทำผิดพลาด Dior ถูกกล่าวหาอย่างกว้างขวางว่าลอกเลียนแบบดีไซน์ของกระโปรงหม่าเมี่ยนฉวิน ซึ่งจุดชนวนความไม่พอใจไปทั่วโลกออนไลน์ หลายแบรนด์ยังถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าใช้การตีความวัฒนธรรมจีนแบบเหมารวมหรือแบบ “Orientalism” ที่ทำให้รู้สึกเหมือนถูกดูแคลน
  • เส้นแดงทางการเมือง: แบรนด์อย่าง H&M และ Burberry ต้องเผชิญกับการคว่ำบาตรครั้งใหญ่และถูกถอดออกจากแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ หลังจากออกแถลงการณ์เกี่ยวกับฝ้ายซินเจียง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเสี่ยงมหาศาลจากการแตะต้องประเด็นทางการเมืองที่ละเอียดอ่อน

บทเรียนสำคัญสำหรับแบรนด์ต่างชาติคือ การมีส่วนร่วมกับ Guochao เป็นเรื่องที่มีความเสี่ยงสูงแต่ก็ให้ผลตอบแทนสูงเช่นกัน มันต้องการความอ่อนน้อมถ่อมตนทางวัฒนธรรมอย่างลึกซึ้ง ความเชี่ยวชาญจากทีมงานท้องถิ่น และความเต็มใจที่จะมอบอำนาจในการสร้างสรรค์ให้กับพาร์ทเนอร์ชาวจีน ความท้าทายที่แท้จริงคือการเปลี่ยนกรอบความคิด จาก “การตลาดสู่ประเทศจีน” (Marketing to China) ไปสู่ “การสร้างสรรค์ร่วมกับประเทศจีน” (Creating with China) แนวทางแรกเป็นเหมือนการพูดคนเดียว ในขณะที่แนวทางหลังคือการสนทนาสองฝ่าย ในอดีตแบรนด์ตะวันตกเป็นผู้กำหนดเทรนด์และขายภาพฝันแบบตะวันตกให้กับตลาดจีน แต่ Guochao คือการประกาศอิสรภาพทางวัฒนธรรมจากผู้บริโภคจีนว่าพวกเขาต้องการเป็น “ผู้สร้างแรงบันดาลใจ” ไม่ใช่แค่ผู้รับ การปรับตัวแบบผิวเผินจึงยังคงเป็นรูปแบบของ “การตลาดสู่ประเทศจีน” ซึ่งมักถูกมองว่าขาดความพยายามหรือแม้กระทั่งเป็นการดูถูก ในทางกลับกัน การปรับตัวที่ประสบความสำเร็จคือการ “สร้างสรรค์ร่วมกับประเทศจีน” ซึ่งแสดงถึงความเคารพ ยอมรับในความสามารถของคนท้องถิ่น และนำไปสู่ผลิตภัณฑ์ที่เกิดจากการสร้างสรรค์ร่วมกันอย่างแท้จริง

 

อีกด้านของเหรียญ เสียงวิจารณ์และความท้าทาย

แม้ Guochao จะเป็นกระแสที่ทรงพลัง แต่ก็ไม่ได้ปราศจากเสียงวิพากษ์วิจารณ์และความท้าทาย ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของปรากฏการณ์นี้

เส้นบางๆ ระหว่างความภาคภูมิใจกับชาตินิยมที่กีดกันผู้อื่น

  • การคว่ำบาตรผู้บริโภค: ความรู้สึกรักชาติที่ช่วยหนุนแบรนด์ในประเทศ สามารถกลายเป็นอาวุธที่ใช้โจมตีแบรนด์ต่างชาติได้เช่นกัน ปรากฏการณ์การคว่ำบาตรผู้บริโภคจากประเด็นทางการเมืองมักถูกขยายผลโดยสื่อของรัฐ ทำให้เกิดแรงกดดันมหาศาลต่อบริษัทต่างชาติ
  • การตรวจสอบจากคนในชาติ: แม้แต่แบรนด์จีนเองก็ไม่รอดพ้นจากการตรวจสอบที่เข้มข้น Li-Ning ผู้บุกเบิกเทรนด์นี้ ต้องเผชิญกับการต่อต้านอย่างรุนแรงและราคาหุ้นที่ร่วงลงถึง 13% หลังจากคอลเลกชันใหม่ถูกมองว่าคล้ายกับเครื่องแบบของกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่น ซึ่งเป็นประเด็นทางประวัติศาสตร์ที่ละเอียดอ่อนอย่างยิ่ง การตอบสนองในเชิงปกป้องของบริษัทในตอนแรกยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง
  • ข้อถกเถียงเรื่องการฉกฉวยทางวัฒนธรรม: เทรนด์นี้ยังจุดประกายให้เกิดการถกเถียงภายในประเทศเกี่ยวกับความถูกต้องและการฉกฉวยทางวัฒนธรรม เช่น กรณีของแบรนด์ชา CHAGEE ที่ถูกวิจารณ์อย่างหนักจากการใช้คำว่า “Lunar New Year” แทนที่จะเป็น “Chinese New Year” ในการโปรโมตในต่างประเทศ ซึ่งถูกมองว่าเป็นการยอมอ่อนข้อให้กับวัฒนธรรมอื่นที่พยายามอ้างสิทธิ์ในเทศกาลตรุษจีน

 

คลื่นเริ่มซา? ความเหนื่อยล้าของผู้บริโภคและราคาสินค้าที่พุ่งสูง

  • การตลาดที่ซ้ำซาก: เมื่อมีแบรนด์จำนวนมากกระโดดเข้ามาในกระแสนี้ ผู้บริโภคก็เริ่มรู้สึก “เหนื่อยล้า” จากการเห็นลวดลายเดิมๆ เช่น นกกระเรียน, ตัวอักษรพู่กัน, หน้ากากงิ้ว ถูกนำมาใช้อย่างผิวเผินและซ้ำซาก
  • การขาดความคิดริเริ่ม: เสียงวิจารณ์ที่สำคัญคือผลิตภัณฑ์ Guochao จำนวนมากขาดความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ที่เป็นของตัวเอง เป็นเพียงการนำองค์ประกอบจีนมาแปะไว้บนดีไซน์ของต่างชาติ หรือใช้ข้อความรักชาติแบบง่ายๆ ปัญหาการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาก็เป็นอีกหนึ่งประเด็นใหญ่ โดยเฉพาะในวงการฮั่นฝูที่มีการลอกเลียนแบบดีไซน์กันอย่างแพร่หลาย
  • ปฏิทรรศน์ด้านราคา: หนึ่งในประเด็นที่สร้างความไม่พอใจให้ผู้บริโภคมากที่สุดคือราคาสินค้า Guochao ที่พุ่งสูงขึ้น แบรนด์ที่เคยสร้างชื่อเสียงจากการเป็นทางเลือกที่คุ้มค่าในประเทศ กลับกำลังปรับราคาสินค้าของตนเองให้สูงขึ้นเทียบเท่าระดับลักชัวรี จนเกิดเป็นคำพูดเสียดสีในหมู่ผู้บริโภคว่า “สินค้าบ้านๆ ที่เคยซื้อได้ง่ายๆ ตอนนี้แพงเกินเอื้อมไปแล้ว” ประเด็นดราม่าเรื่องดินสอเขียนคิ้วของ Florasis ราคา 79 หยวน เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของความรู้สึกนี้

เสียงวิพากษ์วิจารณ์เหล่านี้ไม่ใช่สัญญาณการล่มสลายของ Guochao แต่เป็นเครื่องบ่งชี้ถึง การเติบโตสู่ความเป็นผู้ใหญ่ (Maturation) ของเทรนด์นี้ต่างหาก ผู้บริโภคกำลังมีความซับซ้อนและความรู้มากขึ้น พวกเขากำลังพัฒนาจากช่วงแรกที่ยอมรับสินค้าใดๆ ก็ตามที่มีองค์ประกอบจีน ไปสู่การเรียกร้อง ความละเอียดอ่อน, ความคิดริเริ่ม และความคุ้มค่าที่สมเหตุสมผล ในช่วงแรกของเทรนด์ สัญลักษณ์กว้างๆ และความรู้สึกรักชาติก็เพียงพอที่จะสร้างความตื่นเต้นได้ แต่เมื่อตลาดอิ่มตัวด้วยสัญญาณง่ายๆ เหล่านี้ ผู้บริโภคก็เริ่มชาชินและต้องการอะไรที่มากกว่า พวกเขาเริ่มตั้งคำถามถึงความจริงใจ (“นี่คือการแสดงออกทางวัฒนธรรมจริงๆ หรือเป็นแค่กลยุทธ์ทางการตลาด?”) และเริ่มตั้งคำถามถึงคุณค่า (“ถ้าแบรนด์ในประเทศนี้ราคาแพงเท่าแบรนด์หรูจากต่างประเทศ คุณภาพและการออกแบบของมันดีพอที่จะจ่ายหรือไม่?”) การบริโภคเชิงวิพากษ์นี้กำลังบีบให้แบรนด์ต้องพัฒนาไปไกลกว่าความฉาบฉวย เป็นการปรับตัวของตลาดที่ผลักดันให้เทรนด์นี้มุ่งไปสู่การแสดงออกทางวัฒนธรรมที่ลึกซึ้ง มีความหมาย และมีคุณภาพสูงขึ้น

 

กระแสชั่วคราวหรือการเปลี่ยนแปลงรากฐาน? ภาพอนาคตระยะยาว

หลักฐานและบทวิเคราะห์จากผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่ชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า Guochao คือ การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในระยะยาว ของตลาดจีน ไม่ใช่แค่แฟชั่นที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป ความยั่งยืนของเทรนด์นี้ถูกค้ำจุนโดยปัจจัยขับเคลื่อนที่แข็งแกร่งซึ่งได้กล่าวไปแล้วในส่วนที่ 2 นั่นคือ ความเชื่อมั่นทางวัฒนธรรมที่หยั่งรากลึกในกลุ่ม Gen Z, การพัฒนาคุณภาพของแบรนด์ในประเทศอย่างต่อเนื่อง และการที่จีนมุ่งเน้นตลาดผู้บริโภคภายในประเทศเป็นหลัก เทรนด์นี้มีแนวโน้มที่จะคงอยู่ตราบเท่าที่แบรนด์ในประเทศยังคงสร้างสรรค์นวัตกรรมและปรับตัวตามความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างรวดเร็ว

วิวัฒนาการสู่ Guochao 3.0 และ “Feiyi” (มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม)

เทรนด์ Guochao กำลังมีวิวัฒนาการอย่างต่อเนื่อง หาก Guochao 1.0 คือการฟื้นคืนชีพของแบรนด์เก่าแก่ในประเทศ และ Guochao 2.0 คือการแสดงศักยภาพทางเทคโนโลยีแล้ว Guochao 3.0 คือการผงาดขึ้นของทรัพย์สินทางปัญญา (IP) ทางวัฒนธรรมของจีน ในวงการบันเทิงและสื่อ

แต่ก้าวต่อไปที่น่าจับตามองและซับซ้อนที่สุดคือความสนใจที่เพิ่มขึ้นใน “Feiyi” (非遗) ซึ่งหมายถึง มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ (Intangible Cultural Heritage) นี่คือการเคลื่อนตัวจากสัญลักษณ์ทั่วๆ ไป ไปสู่การให้คุณค่ากับงานฝีมือเฉพาะทางที่ใกล้จะสูญหาย เช่น ผ้าซาตินจาง, งานปักที่สลับซับซ้อน และเครื่องเขินแบบดั้งเดิม

แนวคิดเรื่อง Feiyi สอดคล้องอย่างยิ่งกับคุณค่าของสินค้าลักชัวรี นั่นคือ งานฝีมือ, ความเป็นเอกลักษณ์ และความเป็นศิลปะ มันแสดงถึงการมีส่วนร่วมกับวัฒนธรรมในระดับที่ลึกซึ้งและมีความรู้มากขึ้น ศักยภาพในเชิงพาณิชย์นั้นมหาศาล โดยในปี 2023 สินค้าที่เกี่ยวข้องกับ Feiyi บนแพลตฟอร์ม Taobao สร้างยอดขายได้มากกว่า 14.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ สิ่งนี้ชี้ให้เห็นว่าอนาคตของ Guochao อาจไม่ได้อยู่ที่เรื่องชาตินิยมในวงกว้าง แต่อยู่ที่ความซาบซึ้งอย่างลึกซึ้งต่อมรดกทางวัฒนธรรมที่เฉพาะเจาะจง

วิวัฒนาการไปสู่ “Feiyi” นี้ส่งสัญญาณถึงศักยภาพของ Guochao ในการสร้าง ภาคส่วนสินค้าฟุ่มเฟือยของจีนที่สามารถแข่งขันได้ในระดับโลก ในปัจจุบัน แบรนด์ในประเทศยังคงดิ้นรนเพื่อสร้างชื่อเสียงให้เทียบเท่ากับแบรนด์หรูจากตะวันตก แต่ Feiyi ได้มอบส่วนผสมที่ขาดหายไป นั่นคือเรื่องราวของมรดกที่ล้ำลึก สินค้าลักชัวรีระดับโลกสร้างขึ้นจากมรดก งานฝีมือ และเรื่องราวที่เป็นเอกลักษณ์ (เช่น แฟชั่นชั้นสูงของฝรั่งเศส, การผลิตนาฬิกาของสวิส) จีนมีมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้อยู่ในรายชื่อของ UNESCO ถึง 43 รายการ ซึ่งมากกว่าประเทศใดๆ ในโลก นี่คือคลังของเรื่องราวและงานฝีมืออันเป็นเอกลักษณ์ที่ยังไม่ถูกนำมาใช้อย่างเต็มที่ แบรนด์ที่สร้างขึ้นจากงานฝีมือที่ได้รับการคุ้มครองอย่างเฉพาะเจาะจง (เช่น งานปักซูโจว) จะมีเรื่องราวที่ไม่สามารถลอกเลียนแบบได้โดยแบรนด์ตะวันตก มันมีความพิเศษและเปี่ยมด้วยวัฒนธรรมในตัวเอง ดังนั้น การเปลี่ยนผ่านจากสัญลักษณ์ Guochao ทั่วไปไปสู่งานฝีมือ Feiyi ที่เฉพาะเจาะจง จึงอาจเป็นเส้นทางที่แบรนด์ลักชัวรีของจีนจะถือกำเนิดขึ้นและได้รับการยอมรับในระดับโลกอย่างแท้จริง

You may also like