จักรพรรดินีหนึ่งเดียวแห่งบัลลังก์มังกร “บูเช็คเทียน” 武則天

by admin

 

 

 

จากนางเอกซีรีส์ สู่จักรพรรดินีในหน้าประวัติศาสตร์

สำหรับคนรุ่นใหม่ ภาพจำของ “บูเช็คเทียน” หรือ “อู่เม่ยเหนียง” มักเป็นภาพของสตรีผู้งดงามในอาภรณ์ตระการตาจากซีรีส์โทรทัศน์ยอดนิยม เรื่องราวของพระนางถูกนำเสนอในหลากหลายแง่มุม ตั้งแต่หญิงสาวผู้ใสซื่อที่ถูกวังวนแห่งอำนาจและการทรยศหักหลังบีบคั้นให้ต้องลุกขึ้นสู้ ไปจนถึงภาพของนางพญาผู้ทะเยอทะยานและอำมหิตที่พร้อมจะกำจัดทุกคนที่ขวางทาง

แต่เบื้องหลังภาพลักษณ์ที่ถูกปรุงแต่งผ่านเลนส์ของผู้สร้างละคร ตัวตนที่แท้จริงของสตรีผู้หาญกล้าท้าทายขนบธรรมเนียมปิตาธิปไตย (ชายเป็นใหญ่) เมื่อกว่า 1,300 ปีก่อนเป็นอย่างไร? พระนางคือทรราชผู้กระหายเลือด, นักปกครองผู้เปี่ยมความสามารถ, หรือเป็นเพียงเหยื่อของบันทึกประวัติศาสตร์ที่เขียนขึ้นโดยบุรุษผู้ไม่พอใจการมีอยู่ของพระนาง?

บทความนี้จะพาทุกท่านเดินทางย้อนเวลาเพื่อสำรวจชีวิตของ อู่เจ๋อเทียน (武则天) จักรพรรดินาถ (ฮ่องเต้หญิง) พระองค์แรกและพระองค์เดียวในประวัติศาสตร์จีนอันยาวนาน โดยใช้หลักฐานทางประวัติศาสตร์เป็นเข็มทิศ เพื่อแยกแยะข้อเท็จจริงออกจากเรื่องเล่าที่ถูกเสริมแต่ง และทำความเข้าใจมรดกอันซับซ้อนที่พระนางได้ทิ้งไว้ให้คนรุ่นหลังได้ขบคิด

ภาพบูเช็คเทียน

ภาคที่ 1: หงส์เหนือมังกร – เส้นทางสู่อำนาจที่ไม่ธรรมดา

จากธิดาขุนนางสู่วังต้องห้าม

ชีวิตของพระนางเริ่มต้นในตระกูลขุนนางระดับกลาง โดยชื่อเมื่อแรกเกิดนั้นไม่ปรากฏชัดเจนในประวัติศาสตร์ แต่เมื่อเข้าวัง จักรพรรดิถังไท่จงได้พระราชทานชื่อให้ว่า “อู่เม่ย” (武媚) ซึ่งแปลว่านางผู้มีเสน่ห์ ส่วนพระนาม “จ้าว” (曌) นั้นเป็นอักษรที่พระนางประดิษฐ์ขึ้นเองในภายหลังเมื่อขึ้นครองราชย์ บิดาของพระนางสนับสนุนให้พระนางได้รับการศึกษา ซึ่งเป็นสิ่งที่หาได้ยากอย่างยิ่งสำหรับสตรีในยุคนั้น ความเฉลียวฉลาดและความรู้ที่ติดตัวมานี้เองที่กลายเป็นรากฐานสำคัญบนเส้นทางสู่อำนาจของพระนางในเวลาต่อมา

บุคลิกที่แข็งแกร่งและเด็ดขาดของพระนางฉายแววมาตั้งแต่ยังเยาว์วัย มีเกร็ดประวัติศาสตร์เล่าว่า ครั้งหนึ่งจักรพรรดิถังไท่จงทรงมีม้าพยศที่ไม่สามารถมีผู้ใดปราบได้ พระนางซึ่งขณะนั้นยังเป็นเพียงสนมชั้นผู้น้อยได้ทูลเสนอวิธีปราบพยศม้าตัวนั้นว่า “หม่อมฉันปราบมันได้ แต่ต้องมีของสามสิ่ง คือ แส้เหล็ก ค้อนเหล็ก และกริช ถ้ามันไม่เชื่อง ก็จะใช้แส้เหล็กเฆี่ยน ถ้ายังไม่เชื่องอีก ก็จะใช้ค้อนเหล็กทุบหัว และถ้ายังดื้อดึงอีก ก็จะใช้กริชเชือดคอมันทิ้งเสีย” คำตอบนี้แสดงให้เห็นถึงความเด็ดเดี่ยวเกินสตรีสามัญ ซึ่งอาจเป็นเหตุให้จักรพรรดิถังไท่จงทรงรู้สึกทั้งทึ่งและระแวงในตัวพระนาง

เมื่ออายุได้ 14 ปี อู่เม่ยเหนียงได้ถวายตัวเข้าวังในฐานะพระสนมตำแหน่งไฉเหริน (才人) ซึ่งเป็นเพียงสนมชั้นล่างของจักรพรรดิถังไท่จงผู้ยิ่งใหญ่ แม้จะไม่ใช่คนโปรด แต่มีเรื่องเล่าว่าการได้รับมอบหมายให้ดูแลเครื่องทรงและเครื่องเขียน ทำให้พระนางมีโอกาสได้เรียนรู้เกี่ยวกับเอกสารราชการและการเมืองในราชสำนักอย่างใกล้ชิด นี่คือบทเรียนแรกในวังหลวงที่พระนางไม่มีวันลืม

ภาพบูเช็คเทียนตอนถวายตัว

จุดเปลี่ยน ณ วัดกานเย่

ชีวิตในวังหลวงของพระนางต้องหยุดชะงักลงเมื่อจักรพรรดิถังไท่จงสวรรคต ตามราชประเพณี พระสนมที่ไม่มีโอรสธิดาจะต้องถูกส่งไปบวชชีตลอดชีวิต อู่เม่ยเหนียง (ชื่อที่ถังไท่จงพระราชทานให้) จึงถูกส่งไปยังวัดกานเย่ซื่อ ช่วงเวลาที่ดูเหมือนจะสิ้นหวังนี้กลับกลายเป็นโอกาสครั้งสำคัญ เมื่อองค์รัชทายาทหลี่จื้อ ซึ่งต่อมาคือจักรพรรดิถังเกาจง และทรงมีใจปฏิพัทธ์ต่อนางมาตั้งแต่ก่อน ได้ตัดสินพระทัยเรียกตัวนางกลับเข้าวังอีกครั้ง การกระทำนี้ถือเป็นการท้าทายจารีตขงจื่ออย่างร้ายแรง เพราะในทางปฏิบัติแล้ว พระนางมีสถานะเป็น “ภรรยา” ของพระบิดาของพระองค์นั่นเอง

ภาพวัดกานเย่

สงครามดอกไม้เพลิง: การต่อสู้ในวังหลัง

การกลับมาครั้งนี้ อู่เม่ยเหนียงไม่ได้กลับมาในฐานะเดิม แต่มาพร้อมกับความทะเยอทะยานและบทเรียนที่ได้จากความผิดพลาดครั้งก่อน พระนางต้องเผชิญหน้ากับศัตรูที่ทรงอำนาจอย่างหวังฮองเฮาและพระสนมเอกเซียวซูเฟย ในการต่อสู้ครั้งนี้ พระนางได้ใช้กลยุทธ์ที่เหนือชั้น คือการสร้างฐานอำนาจจาก “เบี้ยล่าง” โดยผูกมิตรกับเหล่านางกำนัลและขันที ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่มักถูกชนชั้นสูงมองข้าม เพื่อใช้เป็นหูเป็นตา ขณะเดียวกัน ในช่วงแรกพระนางยังแสร้งทำอ่อนน้อมถ่อมตนต่อหวังฮองเฮา เพื่อให้ฮองเฮาตายใจและมองพระนางเป็นเพียงเครื่องมือในการกำจัดพระสนมเอกเซียวซูเฟย ซึ่งเป็นการลดการป้องกันตัวของฝ่ายตรงข้ามได้อย่างแยบยล

ภาพสนมเอกเซียวซูเฟย

กรณีศึกษาเชิงประวัติศาสตร์: ปริศนาการสิ้นพระชนม์ขององค์หญิงน้อย

หนึ่งในเรื่องเล่าที่โด่งดังและโหดร้ายที่สุดเกี่ยวกับบูเช็คเทียน คือข้อกล่าวหาที่ว่าพระนางสังหารพระธิดาองค์น้อยของตนเอง (องค์หญิงอันติ้ง) ซึ่งสิ้นพระชนม์หลังประสูติได้ไม่นาน เพื่อใส่ร้ายป้ายสีหวังฮองเฮา เรื่องราวนี้ถูกนำไปขยายความในละครและภาพยนตร์จนกลายเป็นภาพจำของความอำมหิตของพระนาง แต่เมื่อพิจารณาจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์อย่างละเอียด จะพบความจริงที่ซับซ้อนกว่านั้นมาก

ข้อกล่าวหานี้ไม่ได้ปรากฏในบันทึกร่วมสมัย แต่ค่อยๆ ถูกสร้างและแต่งเติมขึ้นในหลายร้อยปีให้หลัง การเปลี่ยนแปลงของเรื่องเล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงการต่อสู้ทางอุดมการณ์ที่ใช้ประวัติศาสตร์เป็นเครื่องมือ การจะเข้าใจตัวตนของบูเช็คเทียน จึงจำเป็นต้องเข้าใจว่า “ประวัติศาสตร์” ของพระนางถูกเขียนขึ้นอย่างไรและโดยใคร

บันทึกประวัติศาสตร์ช่วงเวลาที่ชำระเนื้อหาเกี่ยวกับเหตุการณ์บริบท/อคติที่อาจมีผลต่อการบันทึก
ถังฮุ่ยเย่า (《唐會要》)ราชวงศ์ซ่งตอนต้นระบุว่าหวังฮองเฮาถูกถอดถอนจากคดีลอบวางยาพิษฮ่องเต้ ไม่ใช่คดีฆาตกรรมองค์หญิงเป็นบันทึกข้อบังคับและเหตุการณ์ ไม่เน้นการเล่าเรื่องเชิงละคร
จิ้วถังซู (《舊唐書》)ราชวงศ์โฮ่วจิ้น (ค.ศ. 945)เป็นบันทึกฉบับแรกที่กล่าวหาว่าบูเช็คเทียนลงมือเอง แต่ปรากฏในส่วน “ความเห็นของนักประวัติศาสตร์” (史臣曰) ท้ายบทเขียนขึ้นเกือบ 300 ปีหลังเกิดเหตุ และเป็นเพียงความเห็น ไม่ใช่ข้อเท็จจริงในเนื้อหาหลัก
ซินถังซู (《新唐書》)ราชวงศ์ซ่ง (ค.ศ. 1060)เล่าเรื่องอย่างละเอียดพิสดารว่าบูเช็คเทียนใช้หมอนกดทับพระธิดาจนสิ้นพระชนม์เขียนโดยนักปราชญ์ขงจื่อใหม่ (โอวหยางซิว) ซึ่งมีอคติต่อสตรีผู้มีอำนาจอย่างชัดเจน
จือจื้อทงเจี้ยน (《資治通鑒》)ราชวงศ์ซ่ง (ค.ศ. 1084)เนื้อหาสอดคล้องกับซินถังซู และเล่าเรื่องอย่างเป็นตุเป็นตะได้รับอิทธิพลจากซินถังซู ซึ่งกลายเป็นมาตรฐานทางประวัติศาสตร์ในยุคนั้น

ตารางนี้เผยให้เห็นว่าเรื่องราวการสังหารพระธิดาค่อยๆ ถูกทำให้รุนแรงและชัดเจนขึ้นตามกาลเวลา โดยเฉพาะในสมัยราชวงศ์ซ่ง ซึ่งเป็นยุคแห่งการฟื้นฟูลัทธิขงจื่อใหม่อย่างเข้มข้น อุดมการณ์นี้ต้องการตอกย้ำโครงสร้างสังคมแบบชายเป็นใหญ่และกดทับบทบาทของสตรี บูเช็คเทียน ในฐานะสัญลักษณ์สูงสุดของการท้าทายอำนาจบุรุษ จึงจำเป็นต้องถูกวาดภาพให้เป็นปีศาจ การสร้างเรื่องราวว่าพระนางโหดเหี้ยมถึงขั้นสังหารลูกในไส้ของตนเอง จึงเป็นอาวุธทางอุดมการณ์ที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการตีตราว่าพระนาง “ผิดธรรมชาติ” และไม่คู่ควรกับการปกครอง ดังนั้น ข้อกล่าวหานี้จึงยังคงเป็นปริศนาที่ขาดหลักฐานหนักแน่น และเป็นตัวอย่างชั้นดีที่แสดงให้เห็นว่า “ประวัติศาสตร์” สามารถถูกเขียนขึ้นใหม่เพื่อรับใช้อุดมการณ์ของผู้เขียนในยุคหลังได้อย่างไร นอกจากนี้ ในมุมมองสมัยใหม่ ยังมีการตั้งข้อสังเกตว่าการสิ้นพระชนม์ของทารกในสมัยนั้นอาจมีสาเหตุมาจากปัจจัยอื่นที่วิทยาการยังเข้าไม่ถึง เช่น ภาวะไหลตายในทารก (Sudden Infant Death Syndrome – SIDS) หรือแม้กระทั่งการขาดอากาศหายใจโดยอุบัติเหตุจากผ้าห่ม ซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ มุมมองเหล่านี้ช่วยเปิดความเป็นไปได้อื่นๆ นอกเหนือจากข้อกล่าวหาเรื่องการฆาตกรรม และทำให้เราต้องใช้ความระมัดระวังมากยิ่งขึ้นในการตัดสินบุคคลจากบันทึกประวัติศาสตร์ที่เต็มไปด้วยอคติ

ภาพบูเช็คเทียน

ภาคที่ 2: สถาปนาราชวงศ์โจว – เมื่อสตรีคือ “อาณัติแห่งสวรรค์”

สองมหาราชครองแผ่นดิน (二圣)

หลังจากโค่นล้มหวังฮองเฮาและขึ้นสู่ตำแหน่งฮองเฮาได้สำเร็จ ประกอบกับพระอาการประชวรของจักรพรรดิถังเกาจงที่ย่ำแย่ลง บูเช็คเทียนจึงได้ก้าวเข้ามามีบทบาทในการบริหารราชการแผ่นดินอย่างเต็มตัว อำนาจบารมีของพระนางเพิ่มพูนขึ้นจนได้รับการขนานนามร่วมกับพระสวามีว่า “สองเซิ่ง” (二圣) หรือ “สองมหาราช” ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงอำนาจที่ทัดเทียมกันของพระนางอย่างที่ไม่เคยมีฮองเฮาองค์ใดทำได้มาก่อน

ภาพบูเช็คเทียน

ทลายกรอบประเพณี

หลังการสวรรคตของจักรพรรดิถังเกาจงในปี ค.ศ. 683 บูเช็คเทียนได้ขึ้นเป็นไทเฮาและสำเร็จราชการแทนโอรส แต่เมื่อพระนางเห็นว่าโอรสทั้งสองพระองค์ (ถังจงจงและถังรุ่ยจง) อ่อนแอและถูกชักจูงโดยขุนนางฝ่ายตรงข้ามได้ง่าย พระนางจึงทำการตัดสินใจครั้งประวัติศาสตร์ด้วยการปลดพวกเขาออกจากบัลลังก์

และในที่สุด ปี ค.ศ. 690 ขณะมีพระชนมายุ 67 พรรษา พระนางได้ทำในสิ่งที่สั่นสะเทือนประวัติศาสตร์จีน นั่นคือการสถาปนาตนเองขึ้นเป็น “จักรพรรดินาถเซิ่งเสิน” (聖神皇帝) เปลี่ยนชื่อราชวงศ์จากถังเป็น “โจว” () และย้ายเมืองหลวงไปยังลั่วหยาง การเลือกใช้ชื่อ “โจว” เป็นยุทธศาสตร์ที่ลึกซึ้ง โดยเป็นการพยายามเชื่อมโยงราชวงศ์ใหม่ของพระนางเข้ากับราชวงศ์โจวโบราณอันยิ่งใหญ่ ซึ่งถูกยกย่องให้เป็นยุคทองในประวัติศาสตร์จีน เพื่อสร้างความชอบธรรมและบารมีให้แก่การปกครองของพระนาง นี่คือการประกาศอย่างเป็นทางการว่าสตรีก็สามารถเป็น “โอรสแห่งสวรรค์” และครอบครองอาณัติแห่งสวรรค์ได้เช่นเดียวกับบุรุษ

ภาพบูเช็คเทียน

ศาสตราแห่งอุดมการณ์: การสร้างความชอบธรรม

การขึ้นครองราชย์ของสตรีเป็นสิ่งที่ขัดต่อหลักการของลัทธิขงจื่อซึ่งเป็นรากฐานของราชสำนักอย่างสิ้นเชิง พระนางจึงไม่สามารถพึ่งพาระบบความเชื่อเดิมๆ เพื่อสร้างความชอบธรรมให้แก่ตนเองได้ ความจำเป็นนี้เองที่ผลักดันให้พระนางต้องสร้างระบบอุดมการณ์ขึ้นมาใหม่ทั้งหมด ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความอัจฉริยะทางการเมืองของพระนางอย่างแท้จริง

กระบวนการนี้เกิดขึ้นอย่างเป็นระบบและแยบยล เริ่มจากการทำลายรากฐานทางความคิดของฝ่ายตรงข้าม โดยลดทอนความสำคัญของลัทธิขงจื่อ แล้วหันไปอุปถัมภ์พระพุทธศาสนาอย่างยิ่งใหญ่ พระพุทธศาสนาในยุคนั้นเปิดกว้างต่อบทบาทของสตรีมากกว่า และมีแนวคิดเรื่องพระโพธิสัตว์ที่สามารถกลับชาติมาเกิดในร่างสตรีได้ นี่จึงไม่ใช่แค่ความศรัทธาส่วนพระองค์ แต่เป็นกลยุทธ์ทางการเมืองที่เฉียบแหลม พระนางได้สนับสนุนให้มีการเผยแพร่คัมภีร์ “พระสูตรมหาเมฆ” (大雲經; ต้าอวิ๋นจิง) ซึ่งมีคำทำนายที่ระบุว่าจะมี “พระศรีอาริยเมตไตรย” กลับชาติมาเกิดเป็นผู้ปกครองหญิงเพื่อนำความสงบสุขมาสู่แผ่นดิน

เพื่อตอกย้ำแนวคิดนี้ให้เป็นรูปธรรม พระนางได้ทรงบัญชาให้สร้างพระพุทธรูปไวโรจนะขนาดมหึมาที่ถ้ำผาหลงเหมิน ซึ่งนักประวัติศาสตร์จำนวนมากเชื่อว่าพระพักตร์ของพระพุทธรูปนั้นจำลองมาจากพระพักตร์ของพระนางเอง นี่คือสุดยอดการโฆษณาชวนเชื่อที่ผนวกความศักดิ์สิทธิ์เข้ากับอำนาจของพระนางในใจของประชาชน ยิ่งไปกว่านั้น พระนางยังได้ประดิษฐ์อักษรจีนขึ้นมาใหม่หลายตัว รวมถึงอักษรสำหรับใช้ในพระนามของพระนางเอง (曌) ซึ่งเป็นการประกาศอำนาจขั้นสูงสุด คืออำนาจในการเปลี่ยนแปลงแม้กระทั่งภาษา จะเห็นได้ว่านโยบายเหล่านี้ไม่ใช่การกระทำที่แยกส่วนกัน แต่เป็นยุทธศาสตร์ที่เชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ เพื่อสร้างรากฐานทางอุดมการณ์ใหม่ทั้งหมดสำหรับรองรับการปกครองที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์

ภาพพระสูตรมหาเมฆ

 

ภาคที่ 3: ดาบสองคม – รัชสมัยแห่งความรุ่งเรืองและความเหี้ยมโหด

สถาปนิกแห่งยุคทอง

ในฐานะผู้ปกครอง บูเช็คเทียนได้แสดงให้เห็นถึงความสามารถอันโดดเด่นในการบริหารบ้านเมือง พระนางได้สานต่อความรุ่งเรืองจากยุคราชวงศ์ถังตอนต้นและวางรากฐานที่มั่นคงให้แก่อาณาจักร

  • ปฏิรูประบบราชการ: นโยบายที่สำคัญที่สุดคือการให้ความสำคัญกับความสามารถมากกว่าชาติกำเนิด พระนางยกเลิกระบบอภิสิทธิ์ของตระกูลขุนนางเก่าแก่ และเปิดกว้างการสอบคัดเลือกข้าราชการหรือ “การสอบจอหงวน” นโยบายนี้ทำให้รัฐได้คนเก่งจากสามัญชนเข้ามารับใช้บ้านเมือง และยังเป็นการสร้างฐานอำนาจใหม่ที่จงรักภักดีต่อพระนางโดยตรง
  • นโยบายเศรษฐกิจและสังคม: พระนางดำเนินนโยบายลดหย่อนภาษีที่ไม่จำเป็น ส่งเสริมการเกษตรและสนับสนุนการสร้างอาชีพให้แก่ราษฎร ส่งผลให้เศรษฐกิจในรัชสมัยของพระนางเจริญรุ่งเรืองและบ้านเมืองโดยรวมมีความสงบสุข
  • การทหารและการทูต: ในรัชสมัยของพระนางมีการขยายอาณาเขตออกไปไกลถึงเอเชียกลาง และดำเนินนโยบายทางการทูตที่แข็งแกร่ง รักษาเสถียรภาพของจักรวรรดิไว้ได้เป็นอย่างดี
  • ส่งเสริมผู้มีความสามารถและคุณธรรม: พระนางให้ความสำคัญกับการใช้คนเก่งโดยไม่เกี่ยงที่มา ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือการไว้วางพระทัยในขุนนางผู้มีความสามารถอย่าง ตี๋เหรินเจี๋ย (ตุลาการตี๋) ซึ่งเป็นขุนนางตงฉินที่คอยถวายคำแนะนำอย่างตรงไปตรงมาและช่วยค้ำจุนราชบัลลังก์ นอกจากนี้ พระนางยังทรงสนับสนุนให้มีการรวบรวม “ประวัติสตรีผู้มีคุณธรรม” (列女傳) ซึ่งไม่ใช่เพียงการส่งเสริมบทบาทสตรีทั่วไป แต่เป็นเครื่องมือทางการเมืองที่แยบยลในการสร้าง “ต้นแบบสตรีในอุดมคติ” ที่สอดคล้องและสนับสนุนระบอบการปกครองของพระนาง เพื่อท้าทายและกำหนดมาตรฐานคุณค่าของผู้หญิงขึ้นมาใหม่ แทนที่มาตรฐานเดิมของลัทธิขงจื่อ

ภาพนักปราชญ์ขงจื้อ

ยุคสมัยแห่งความสะพรึงกลัว

อย่างไรก็ตาม อีกด้านหนึ่งของความรุ่งเรืองคือความโหดเหี้ยมทางการเมือง เพื่อกำจัดเสี้ยนหนามและรักษาบัลลังก์ให้มั่นคง พระนางได้มอบอำนาจพิเศษให้แก่ขุนนางกลุ่มหนึ่ง ซึ่งเป็นที่รู้จักในประวัติศาสตร์ในนาม “ขุนนางเหี้ยม” (酷吏) โดยขุนนางที่โด่งดังในด้านนี้คือ ไหล จวิ้นเฉิน (來俊臣) และ โจว ซิง (周興) ระบบนี้ไม่ใช่ “ตำรวจลับ” ในความหมายสมัยใหม่ แต่เป็นการให้อำนาจแก่ขุนนางบางกลุ่มในการสืบสวน, จับกุม, ทรมาน และสังหารขุนนางหรือเชื้อพระวงศ์ที่ต้องสงสัยว่าไม่ภักดี โดยอาศัยข้อกล่าวหาเพียงเล็กน้อยและมักไม่ผ่านกระบวนการยุติธรรมปกติ นโยบายนี้ได้สร้างบรรยากาศแห่งความหวาดกลัวไปทั่วราชสำนัก และกลายเป็นรอยด่างพร้อยที่ใหญ่หลวงที่สุดในรัชสมัยของพระนาง

ภาพไหลจวิ้นเฉินและโจวซิง

บทวิเคราะห์: นักปกครองผู้ปราดเปรื่อง หรือ ทรราชผู้โหดเหี้ยม?

การมองว่าความสามารถและความโหดเหี้ยมของบูเช็คเทียนเป็นสองสิ่งที่แยกจากกันอาจเป็นการมองที่ผิวเผินเกินไป ในความเป็นจริงแล้ว คุณสมบัติทั้งสองด้านนี้มีความเชื่อมโยงและส่งเสริมซึ่งกันและกันอย่างแยกไม่ออก นโยบายที่ก้าวหน้าของพระนาง เช่น การเปิดโอกาสให้สามัญชนเข้ารับราชการ เป็นการท้าทายและทำลายผลประโยชน์ของกลุ่มขุนนางตระกูลใหญ่โดยตรง ซึ่งกลุ่มอำนาจเก่าเหล่านี้ย่อมไม่ยอมอยู่เฉยและพร้อมที่จะใช้เครือข่ายอำนาจที่มีอยู่บ่อนทำลายการปกครองของพระนาง

ดังนั้น ความโหดเหี้ยมผ่านระบบขุนนางเหี้ยมจึงไม่ใช่ความวิปลาสส่วนตัว แต่เป็นเครื่องมือทางการเมืองที่จำเป็นและหลีกเลี่ยงไม่ได้ในการกำจัดฝ่ายตรงข้ามอย่างเด็ดขาด การสร้างความหวาดกลัวนี้คือการแสดงอำนาจเพื่อสยบกลุ่มอำนาจเก่า เปิดทางให้นโยบายปฏิรูปของพระนางสามารถดำเนินต่อไปได้โดยไม่มีอุปสรรค กล่าวอีกนัยหนึ่ง พระนางจำเป็นต้องเป็น “ทรราช” ต่อกลุ่มอภิสิทธิ์ชน เพื่อที่จะเป็น “นักปกครองผู้ก้าวหน้า” ให้กับอาณาจักรโดยรวมได้ ภาพของ “นักปกครอง” และ “ทรราช” ในตัวบูเช็คเทียนจึงไม่ใช่สิ่งที่ขัดแย้งกัน แต่เป็นสองด้านของเหรียญเดียวกัน ที่สะท้อนถึงความซับซ้อนของการเมืองในยุคนั้น

ยิ่งไปกว่านั้น การประเมินความโหดเหี้ยมของพระนางยังต้องพิจารณาผ่านมิติของอคติทางเพศที่ฝังรากลึกในบันทึกประวัติศาสตร์ การกำจัดศัตรูทางการเมืองของพระนางมักถูกตีตราว่า “โหดเหี้ยมผิดธรรมชาติสตรี” แต่เมื่อเปรียบเทียบกับการกระทำของผู้ปกครองชาย เช่น การที่จักรพรรดิถังไท่จง (พระสวามีองค์แรก) สังหารพี่น้องของตนเองใน “เหตุการณ์ที่ประตูเสวียนอู่” เพื่อชิงบัลลังก์ การกระทำดังกล่าวกลับมักถูกมองว่าเป็น “ความจำเป็น” ทางการเมือง สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงมาตรฐานสองมาตรฐานที่นักประวัติศาสตร์ในยุคปิตาธิปไตยใช้ตัดสินผู้ปกครองต่างเพศกันอย่างชัดเจน

ภาพถังไท่จง

ภาคที่ 4: มรดกไร้อักษร – สิ่งที่บูเช็คเทียนทิ้งไว้เบื้องหลัง

บั้นปลายชีวิตและการคืนบัลลังก์

ในช่วงปลายรัชกาล เมื่อพระนางมีพระชราภาพมากขึ้นและพระอาการประชวรทรุดลง อำนาจของพระนางก็เริ่มสั่นคลอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพระนางทรงโปรดปรานสองพี่น้องรูปงาม จางอี้จือ และ จางชางจง ซึ่งได้เข้ามามีอิทธิพลในราชสำนักอย่างสูง สร้างความไม่พอใจให้แก่เหล่าขุนนางและเชื้อพระวงศ์อย่างมาก อิทธิพลของสองพี่น้องจางจึงเปรียบเสมือนฟางเส้นสุดท้ายที่ผลักดันให้ในปี ค.ศ. 705 กลุ่มขุนนางได้ก่อการรัฐประหาร บีบให้พระนางสละราชสมบัติและคืนอำนาจให้แก่องค์ชายหลี่เสี่ยน (จักรพรรดิถังจงจง) เป็นการฟื้นฟูราชวงศ์ถังขึ้นมาอีกครั้ง พระนางสิ้นพระชนม์อย่างสงบในปีเดียวกันนั้น ขณะมีพระชนมายุ 81 พรรษา (หรือ 82 พรรษาตามการนับอายุแบบดั้งเดิม) หลังจากสละราชสมบัติแล้ว จักรพรรดิถังจงจงได้ถวายพระอิสริยยศแด่พระนางว่า “จักรพรรดินีสวรรค์เจ๋อเทียน” (則天大聖皇帝) ซึ่งเป็นการแสดงความเคารพและยอมรับในสถานะของพระนางแม้จะพ้นจากอำนาจไปแล้วก็ตาม

ภาพจางอี้จือและจางชางจง

ปริศนาแห่งศิลาจารึกไร้อักษร

พระศพของพระนางถูกนำไปฝังเคียงข้างพระสวามี จักรพรรดิถังเกาจง ที่สุสานเฉียนหลิง แต่สิ่งที่น่าทึ่งและกลายเป็นปริศนามาจนถึงทุกวันนี้คือ ป้ายศิลาหน้าสุสานของพระนางนั้นกลับว่างเปล่า ไม่มีคำจารึกใดๆ สลักไว้แม้แต่ตัวอักษรเดียว การเว้นว่างนี้ถูกตีความไปได้หลายนัย:

  • ความถ่อมตน: อาจเป็นพระประสงค์ของพระนางเองที่ต้องการให้คุณงามความดีและความผิดทั้งหมดของพระนาง ให้คนรุ่นหลังเป็นผู้ตัดสินโดยปราศจากอคติ
  • ความทระนง: คุณูปการและเรื่องราวชีวิตของพระนางนั้นยิ่งใหญ่เกินกว่าที่ตัวอักษรใดๆ จะสามารถบรรยายได้หมดสิ้น
  • การประท้วงเชิงสัญลักษณ์: อาจเป็นการปฏิเสธที่จะให้ผู้ใดมาเขียนประวัติศาสตร์ของพระนาง โดยเฉพาะเหล่านักประวัติศาสตร์ขงจื่อที่รอจะประณามพระนางอยู่แล้ว การทิ้งแผ่นศิลาให้ว่างเปล่าจึงเป็นการท้าทายครั้งสุดท้ายของพระนาง
  • ความลังเลของผู้สืบทอด: อีกทฤษฎีหนึ่งมองว่าผู้ที่รับผิดชอบในการจารึกคือโอรสของพระนาง จักรพรรดิถังจงจง ซึ่งอาจตกอยู่ในสถานะที่ลำบากใจอย่างยิ่งว่าจะจารึกถึงพระมารดาในฐานะ “ฮองเฮาแห่งราชวงศ์ถัง” หรือในฐานะ “จักรพรรดินีแห่งราชวงศ์โจว” ที่พระนางสถาปนาขึ้นเอง การเว้นว่างศิลาจารึกจึงอาจเป็นทางออกเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาความชอบธรรมทางการเมืองที่ละเอียดอ่อนนี้

ภาพสุสานเฉียนหลิง

ผลกระทบต่อสถานะสตรีในสังคมถัง

การขึ้นครองราชย์ของบูเช็คเทียน ประกอบกับบรรยากาศที่ค่อนข้างเปิดกว้างของราชวงศ์ถังตอนต้น ทำให้สตรีในชนชั้นสูงมีบทบาทและอิสระมากขึ้นกว่ายุคใดๆ ในประวัติศาสตร์จีน พวกเธอสามารถเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคม การเมือง และศาสนาได้อย่างเปิดเผย ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ องค์หญิงไท่ผิง พระธิดาของพระนางเอง ซึ่งมีบทบาททางการเมืองสูงอย่างยิ่ง และ ซ่างกวาน หว่านเอ๋อร์ ซึ่งเติบโตจากการเป็นทาสในวังจนกลายมาเป็นราชเลขาส่วนพระองค์ผู้ทรงอิทธิพล อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้หยั่งรากลึกไปถึงระดับสามัญชน และเป็นเพียงปรากฏการณ์ชั่วคราว หลังจากสิ้นสุดยุคของพระนาง เมื่อลัทธิขงจื่อกลับมามีอิทธิพลอย่างเข้มข้นอีกครั้ง สถานะของสตรีก็กลับไปถูกกดขี่ดังเดิม

ถึงกระนั้น การดำรงอยู่ของพระนางได้สร้าง “ความเป็นไปได้ที่ไม่น่าเป็นไปได้” ขึ้นในประวัติศาสตร์ พระนางได้พิสูจน์ให้เห็นว่าสตรีก็มีความสามารถในการปกครองไม่แพ้บุรุษ เรื่องราวของพระนางจึงกลายเป็นทั้งแรงบันดาลใจและกรณีศึกษาที่ถูกหยิบยกมาถกเถียงเกี่ยวกับบทบาททางเพศในการเมืองและสังคมมาจนถึงปัจจุบัน

ภาพองค์หญิงไท่ผิง

 

ภาคที่ 5: บูเช็คเทียนในจอ – ความจริง เรื่องแต่ง และการตีความ

เหตุใดบูเช็คเทียนจึงเป็นที่นิยม?

ชีวิตของบูเช็คเทียนมีครบทุกองค์ประกอบของละครชั้นเยี่ยม ไม่ว่าจะเป็นความรัก, การทรยศหักหลัง, การช่วงชิงอำนาจ, ความทะเยอทะยาน และการต่อสู้ดิ้นรนในโลกที่ผู้ชายเป็นใหญ่ ความซับซ้อนและน่าทึ่งของเรื่องราวนี้เองที่ทำให้ชีวิตของพระนางถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์และซีรีส์นับครั้งไม่ถ้วน กลายเป็นหนึ่งในบุคคลในประวัติศาสตร์จีนที่คนทั่วโลกรู้จักมากที่สุด

ภาพบูเช็คเทียน

การตีความที่แตกต่าง

การนำเสนอตัวละครบูเช็คเทียนในสื่อสมัยใหม่มักจะแตกต่างกันไปตามมุมมองของผู้สร้าง:

  • เวอร์ชัน “นางเอกผู้ถูกกระทำ”: ซีรีส์บางเรื่อง โดยเฉพาะฉบับที่นำแสดงโดยฟ่าน ปิงปิง มักจะปูเรื่องให้พระนางเป็นคนดี มีคุณธรรมและรักความยุติธรรม แต่ถูกสถานการณ์และคนรอบข้างบีบคั้นให้ต้องลุกขึ้นสู้และทำเรื่องโหดร้ายเพื่อป้องกันตัว การตีความเช่นนี้ทำให้ตัวละครเข้าถึงง่ายและเป็นที่รักของผู้ชม แต่ก็อาจเป็นการลดทอนความทะเยอทะยานและความสามารถทางการเมืองที่พระนางมีมาแต่เดิม
  • เวอร์ชัน “นางร้ายผู้ทะเยอทะยาน”: ในทางกลับกัน สื่อบางชิ้นหรือหนังสือบางเล่มจะเน้นย้ำถึงความโหดเหี้ยม การใช้เล่ห์เพทุบาย และความกระหายอำนาจของพระนางตั้งแต่แรกเริ่ม การตีความนี้อาจใกล้เคียงกับมุมมองของนักประวัติศาสตร์ขงจื่อในยุคเก่า แต่ก็มักจะละเลยคุณูปการด้านการบริหารบ้านเมืองที่พระนางได้สร้างไว้

ภาพฟ่านปิงปิง

ช่องว่างระหว่างประวัติศาสตร์กับบทละคร

เพื่ออรรถรสในการรับชม สื่อบันเทิงมักจะมีการ “แต่งเติม” เรื่องราวให้ต่างไปจากข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ เช่น การเน้นเรื่องราวความรักโรแมนติกกับทั้งจักรพรรดิถังไท่จงและถังเกาจงให้ลึกซึ้งเกินจริง การเดินเรื่องที่อาจจะยืดเยื้อเพื่อขยายปมดราม่าในวังหลัง หรือการสร้างตัวละครที่ไม่มีอยู่จริงในประวัติศาสตร์ขึ้นมาเพื่อเพิ่มสีสัน เช่น ตัวละคร ‘หลี่มู่’ คนรักคนแรกของพระนางในซีรีส์ “The Empress of China” (2014) นอกจากนี้ยังมีการปรับเปลี่ยนบทบาทของบุคคลในประวัติศาสตร์ เช่น พระสนมสวีฮุ่ย ซึ่งในประวัติศาสตร์เป็นกวีหญิงและสหายทางปัญญาของจักรพรรดิถังไท่จง แต่ในบทละครกลับถูกสร้างให้กลายเป็นศัตรูคู่แค้นที่คอยวางแผนทำร้ายนางเอก ด้วยเหตุนี้ การรับชมสื่อบันเทิงจึงควรทำควบคู่ไปกับการศึกษาข้อมูลทางประวัติศาสตร์เพื่อให้ได้ภาพที่สมบูรณ์ที่สุด

 

ภาพถังไท่จงและถังเกาจง

จักรพรรดินีผู้ไม่ยอมให้ใครลิขิต

อู่เจ๋อเทียน หรือ บูเช็คเทียน ไม่ใช่ทั้งนางฟ้าผู้แสนดีหรือนางมารผู้ชั่วร้ายอย่างที่สื่อมักนำเสนอในรูปแบบขาวดำ พระนางคือบุคคลในประวัติศาสตร์ที่มีความซับซ้อน เป็นผลผลิตของยุคสมัย และในขณะเดียวกันก็เป็นผู้สร้างยุคสมัยของตนเอง พระนางคือนักการเมืองที่ชาญฉลาด, นักปกครองที่ทรงประสิทธิภาพ, และผู้ปกครองที่อำมหิต ทั้งหมดนี้ล้วนอยู่ในคนๆ เดียวกัน

เรื่องราวของพระนางสอนให้เราตั้งคำถามต่อ “ประวัติศาสตร์ที่ถูกเขียน” และกระตุ้นให้เราต้องพิจารณาเสมอว่าใครคือผู้บันทึก, บันทึกเมื่อไหร่, และด้วยเจตนาอะไรซ่อนเร้นอยู่เบื้องหลัง

บางที ศิลาจารึกที่ว่างเปล่าของพระนางอาจเป็นการเชื้อเชิญที่ทรงพลังที่สุด ให้คนทุกยุคทุกสมัยได้เข้ามาถกเถียง, วิเคราะห์, และตัดสินพระนางด้วยมุมมองของตนเอง และนั่นอาจเป็นมรดกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของจักรพรรดินีผู้ไม่ยอมให้ใครมาเขียนคำตัดสินสุดท้ายในชีวิตของพระนางเลยก็เป็นได้

ภาพบูเช็คเทียน

You may also like